• Home
    • News
    • Ad Campaign
    • Media & Advertising
    • Insight
    • Exclusive
    • Startups & SME
    • Digital Life
  • Jobs
    • Jobs List
    • Jobs Package
    • วิธีลงประกาศ
    • วิธีสมัคร company package
    • วิธีชำระ
    • Help
  • facebook.com
  • youtube.com
  • x.com
  • line.me
  • instagram.com
  • tiktok.com
  • rss
Marketing Oops!

Marketing Oops!

Digital | Creative | Advertising | Campaign | Strategy
Marketing Oops!
  • News
    • Viral update
    • Biz & Marketing
    • Brand Movement
    • Agency
    • eCommerce
    • CSR
    • Seminar and Event
    • Jobs update
    • PR News
  • Creative Ad
    • Thai Ad
    • Global Ad
    • Video Ad
    • Campaign Case
    • Design
    • Award
  • Media
    • Traditional media
    • Digital media
    • Social media
    • Mobile
  • Insight
    • Industry Insight
    • Media insight
    • Consumer insight
    • Mobile insight
    • Fast fact
    • Research
    • Stat/Top rank
    • Infographic
  • Exclusive
    • Insider
    • Trending
    • Campaign Case
    • Business case
    • Interview
    • Opinion
    • Career
    • Marketing How To
  • Startups & SME
    • Startups
    • Marketing for SME
    • Inspiration
  • Digital Life
  • Podcast
    • China Market Insights
    • Influencer Marketing
    • MarTech
    • Brand Life
    • The Untold Insights
    • Oops! Unbox Idea
    • When Brand Chemistry Clicks
Marketing Tech

Meta เปิด 3 ฟีเจอร์พลัง AI ช่วยเชื่อมข้อมูลธุรกิจ-ยิงโฆษณา-วัดผลแม่นขึ้น เพิ่ม ROI สูงสุด

June 12, 2025 Smart
654
  1. Marketing Oops!
  2. Marketing Tech
17    

ทุ่มงบโฆษณาไปแล้วมันคุ้มค่าจริงๆเหรอ? เชื่อว่านักการตลาดและคนทำธุรกิจเคยยิงโฆษณาในแพลทฟอร์มออนไลน์มีคำถามนี้อยู่ในใจ บางครั้งเราอยากได้ลูกค้าที่มีคุณภาพมากกว่าแค่การสร้างยอดขายแต่ก็ไม่รู้จะบอกให้ระบบเข้าใจเป้าหมายของธุรกิจเราอย่างไร?

ล่าสุด Meta มีข่าวดีกับฟีเจอร์สำหรับธุรกิจมาประกาศแล้วด้วยการเปิดตัว 3 ฟีเจอร์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยจุดเด่นของฟีเจอร์ที่ว่าก็คือการทำให้เราสามารถ “สั่งการ” AI ของ Meta ให้ทำงานตามเป้าหมายธุรกิจของเราได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกำไร หาลูกค้าใหม่ที่ใช่ หรือแม้แต่วัดผล ROI แบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

AI จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเราบอกมันว่าธุรกิจของเราให้ค่ากับอะไร

ก่อนที่เราจะไปดูเครื่องมือใหม่ ๆ ของ Meta เราคงต้องมาเข้าใจ painpoint ของธุรกิจกันก่อน นั่นก็คือ AI และระบบอัตโนมัติในการทำโฆษณาจะฉลาดและแม่นยำที่สุด ก็ต่อเมื่อเราบอกระบบอย่างชัดเจนว่า อะไรคือสิ่งที่เราให้ “คุณค่า” ในธุรกิจของเราและเราวัดผลความสำเร็จจากอะไร

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นเจ้าของร้านขายของเล่นเด็กออนไลน์เล็กๆ เป้าหมายหลักของเราตอนนี้อาจจะเป็น “อยากได้ลูกค้าใหม่เยอะ ๆ” (New Customer) เพื่อสร้างฐานลูกค้าหรือ “อยากให้โฆษณาที่ลงไปได้ยอดขายกลับมาคุ้มค่า” (ROAS) เราอาจจะวัดผลจากตัวเลขใน Ads Manager ของ Meta โดยตรง หรือใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลจาก 3rd party ก็ได้

แต่ถ้าเราเป็นแบรนด์รองเท้ากีฬาระดับโลกที่มีสาขาเยอะมาก เป้าหมายของเราอาจลึกกว่านั้น เช่น การเพิ่ม “กำไรสุทธิ” (Profit) ไม่ใช่แค่ยอดขายอย่างเดียว เพราะสินค้าบางตัวอาจกำไรดีกว่า หรือ “อยากได้ลูกค้าที่มีแนวโน้มจะกลับมาซื้อซ้ำไปนานๆ” (Lifetime value) เพราะลูกค้ารายเดียวที่ซื้อบ่อย ๆ มีคุณค่ามหาศาลกว่าลูกค้าหลายคนที่ซื้อทีเดียวแล้วหายไป ซึ่งสิ่งนี้เราอาจจะวัดผลด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูลภายในบริษัทของเราเอง (In-house attribution) หรือใช้การทดลองแบบ A/B testing ที่เรียกว่า “Incrementality studies” เพื่อดูว่าโฆษณาของเราสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นจริงเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่บังเอิญลูกค้าจะซื้ออยู่แล้ว

จะเห็นได้ว่า “เป้าหมาย” และ “วิธีการวัดผล” ของแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน นี่เลยเป็นจุดที่ AI ของ Meta จะเข้ามาช่วยให้การทำโฆษณาของเรา “ฉลาดขึ้น” และ “ตรงจุด” มากกว่าเดิม เพราะเมื่อเราบอก AI ว่าเราต้องการอะไรและวัดผลอย่างไร AI ก็จะเรียนรู้และปรับการทำงานของแคมเปญโฆษณาให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นนั่นเอง

ดังนั้นจึงเป็นที่มาของฟีเจอร์ใหม่ทั้ง 3 ที่จะช่วยให้เราสามารถบอกได้มากขึ้นว่าธุรกิจของเราต้องการอะไรให้ AI ได้รับรู้และ 3 เครื่องมือใหม่นี้ก็คือ

  1. Value Rules
  2. Value Optimization
  3. Incremental Attribution

1. Value Rules

ฟีเจอร์นี้ Meta คิดมาเพื่อแก้ปัญหาในกรณีที่ธุรกิจเราอาจมีลูกค้าหลาย Segment ที่มีคุณค่าหรือมี Value กับธุรกิจไม่เท่ากัน เดิมเราก็ไม่รู้จะบอกให้ AI ให้เข้าใจได้ยังไง แต่ฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า “Value Rules” จะเข้ามาช่วยให้เราสามารถตั้งกฎใน Ads Manager เพื่อให้นำหนักกับลูกค้าบางกลุ่มมากขึ้นได้ ทำให้ AI ของ Meta มุ่งเน้นการหาลูกค้าที่มีมูลค่าสูง และเพิ่มโอกาสในการสร้าง ROAS ที่ดีขึ้น

ตัวอย่างเช่นสมมติเราเป็นธุรกิจแฟชั่นในไทย และพบว่าลูกค้าผู้หญิงช่วงอายุ 25-34 ปี มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าพรีเมียมและเป็นลูกค้าประจำ เราสามารถตั้งค่า Value Rule ใน Ads Managerให้ Meta เสนอราคา Bid สูงขึ้นสำหรับกลุ่มเป้าหมายนี้ เพราะเรารู้ว่าลูกค้ากลุ่มนี้มี Lifetime Value (LTV) สูงกว่าได้นั่นเอง

2. Value Optimization

สำหรับฟีเจอร์นี้แต่ก่อนเราอาจจะเน้นแค่ “จำนวน Conversion” หรือ “ยอดขาย” ว่าเกิดขึ้นหรือไม่ ระบบจะวัดแค่ว่า “ซื้อ” หรือ “ไม่ซื้อ” แต่ในโลกธุรกิจจริงๆ แต่ละ Conversion ก็มีค่า ไม่เท่ากัน เพราะบางครั้งการขายสินค้าราคาถูกหลายชิ้น อาจให้กำไรน้อยกว่าการขายสินค้าราคาสูงเพียงชิ้นเดียวก็ได้ ดังนั้น Meta ก็เลยเพิ่มฟีเจอร์ Value Optimization มาช่วยแก้ปัญหานี้ โดยเครื่องมือนี้ช่วยให้เราสามารถบอก Meta ได้เลยว่า Conversion ไหนที่มีมูลค่ากับธุรกิจของเรามากที่สุด ซึ่ง Meta จะมีให้เรามาใช้งาน 3 รูปแบบ

1.เน้น Value of Conversion

ยกตัวอย่างง่าย ๆ คือใน Ads Manager ตอนนี้เราสามารถกดเลือก Conversion goals ให้เป็น “Maximize value of conversions” หรือ “เพิ่มมูลค่าสูงสุดของ Conversion” คือแทนที่จะได้ยอดขาย 13,000 บาท จากการขาย 4 ครั้ง Meta จะพยายามหาวิธีให้เราได้ยอดขาย 16,500 บาท จากการขาย 3 ครั้ง จากการใช้งบโฆษณาเท่ากัน ซึ่งคุ้มค่ากว่ามากเพราะได้ยอดขายรวมสูงขึ้น แม้จำนวนครั้งที่ขายได้จะน้อยลง แต่เป็นการขายที่มีมูลค่าต่อครั้งสูงกว่านั่นเอง ซึ่งทาง Meta ระบุว่าฟีเจอร์นี้ที่มีทางเลือกในการให้น้ำหนักเป้าหมายได้มากขึ้นทำให้ ROAS ที่สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 12% เมื่อเทียบกับการที่มีแค่ฟีเจอร์เพิ่มจำนวน Conversion เพียงอย่างเดียว

2. เน้นอัตรากำไรของสินค้า

Meta บอกด้วยว่าตอนนี้กำลังทดสอบ ฟีเจอร์เพิ่มเติมสำหรับธุรกิจที่มีสินค้าหลายประเภทและมีอัตรากำไรต่างกัน ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้ Meta เน้นการหาลูกค้าที่จะซื้อสินค้าที่มีกำไรสูงให้เราโดยเฉพาะ การทำงานของฟีเจอร์นี้จะเป็นการส่งข้อมูลผ่าน Conversions API เน้นไปที่ผลกำไรที่เกิดจากการขาย จากนั้นเราจึงนำผลที่ได้มาเน้นการขับเคลื่อน ROAS โดยเฉพาะ โดยผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลกำไรแทนที่จะเป็นปริมาณการซื้อ

ยกตัวอย่างเช่นร้านเสื้อผ้าออนไลน์ของเรามีทั้ง “เสื้อยืด” ราคาถูก (กำไรน้อย) และ “ชุดเดรสออกงาน” ราคาแพง (กำไรสูง) แทนที่จะให้โฆษณาไปเน้นขายเสื้อยืดเยอะ ๆ เพราะมันขายง่าย แต่กำไรน้อย ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้ Meta ไปมองหาลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อ “ชุดเดรสออกงาน” มากกว่า เพื่อให้เราได้ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) ที่สูงขึ้น โดยคำนวณจาก “กำไร” ที่ได้รับจริง ไม่ใช่แค่จำนวนชิ้นที่ขายได้ การทำงานเบื้องหลังคือ เราจะต้องส่งข้อมูลกำไรจากการขายผ่านระบบ Conversions API ให้ Meta เพื่อให้ AI เรียนรู้และปรับการโฆษณาให้ตรงจุดนี้

3.เน้น กิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่การซื้อ

อีกฟีเจอร์ใน Value Optimization ที่ Meta กำลังขยายบริการไปทั่วโลก ก็คือการให้ค่ากับกิจกรรมที่ไม่ใช่แค่การซื้อเท่านั้น เพราะสำหรับบางธุรกิจ กิจกรรมก่อนการซื้ออย่าง “การสมัครสมาชิก” หรือ “การลงทะเบียนครั้งแรก” ก็มีมูลค่าสูงเช่นกัน ตอนนี้เราสามารถกำหนดให้ Meta มุ่งเน้นการสร้าง ROAS จากกิจกรรมเหล่านี้ได้แล้ว

ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราทำธุรกิจบริการสตรีมมิ่ง แทนที่จะรอให้ลูกค้าจ่ายเงินสมัครแพ็กเกจ (ซึ่งคือการซื้อ) การที่ลูกค้า “สมัครทดลองใช้งานฟรี” (Trial registration) หรือ “ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร” (Newsletter sign-up) ก็ถือเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าสูงมาก เพราะนี่คือด่านแรกที่นำไปสู่การเป็นลูกค้าในระยะยาว หรือถ้าเราเป็นแพลตฟอร์มคอร์สเรียนออนไลน์ การที่ลูกค้า “ลงทะเบียนเข้าฟัง Webinar ฟรี” ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าเขาสนใจเราแล้ว ดังนั้น Meta ก็เลยเพิ่มฟีเจอร์สำหรับธุรกิจที่เน้นการสร้าง ROAS จากกิจกรรมเหล่านี้ได้แล้ว ทำให้เราได้ลูกค้าที่มีคุณภาพตั้งแต่ช่วงแรกที่สนใจในธุรกิจของเรา

3.Incremental Attribution

สิ่งที่นักการตลาดที่ยิงโฆษณาออนไลน์สงสัยกันก็คือ เราจะรู้ได้ยังไงว่ายอดขายที่เกิดขึ้นนั้นมาจากโฆษณาของเราจริง ๆ หรือลูกค้าตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว? เรื่องนี้ซับซ้อนมากที่จะหาคำตอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกค้าเห็นโฆษณาจากหลายช่องทาง เรื่องนี้เป็นปัญหาในแง่ธุรกิจด้วยเพราะงานวิจัยก็มีบอกไว้ด้วยว่า 35% ของงบโฆษณาอาจสูญเสียไปกับการขายที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากการโฆษณา ฟีเจอร์นี้ก็คือ Incremental Attribution

ฟีเจอร์นี้เหมือน Meta กำลังทำ “การทดลอง” ให้เราโดยจะแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเห็นโฆษณา Meta (Test Group) และอีกกลุ่มหนึ่งไม่เห็นโฆษณา Meta (Control Group) จากนั้น Meta จะเปรียบเทียบยอดขายที่เกิดขึ้นในสองกลุ่มนี้ เพื่อให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า โฆษณา Meta ของเราสร้างยอดขายที่ “เพิ่มขึ้นจริง ๆ” (Conversion Lift) ได้มากแค่ไหน ไม่ใช่แค่บังเอิญยอดขายขึ้นมาเอง 

ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นร้านอาหารที่มีแคมเปญโฆษณา Meta เพื่อโปรโมทเมนูใหม่ เมื่อเราเปิดใช้ Incremental Attribution แล้ว Meta จะบอกเราได้เลยว่า “จากยอดสั่งอาหารเมนูใหม่ทั้งหมด มีกี่ออเดอร์ที่เกิดขึ้นเพราะลูกค้าเห็นโฆษณา Meta ของเราจริง ๆ” ไม่ใช่แค่ลูกค้าผ่านมาหน้าร้านแล้วตัดสินใจสั่งอยู่แล้ว ทำให้เรารู้ว่าเงินที่ลงไปกับโฆษณา Meta นั้นคุ้มค่าแค่ไหนได้แบบ real time

แล้วในกรณีที่เราไม่ได้วัดผลจาก Conversion หรือ ROAS ล่ะ แต่เราใช้เครื่องมือวัดผลแบบละเอียดที่ดูทุกช่องทาง (Multitouch Attribution – MTA) จากบริษัทอื่น ๆ เช่น Adobe, Northbeam, Rockerbox และ Triple Whale ระบบติดตามได้ว่าลูกค้าเห็นโฆษณาจากช่องทางไหนบ้าง ก่อนจะตัดสินใจซื้อ และให้เครดิตกับทุก ๆ Touchpoint คำถามก็คือ ข้อมูลนี้ Meta เองไม่รู้ การปรับโฆษณาใน Meta ก็ไม่สอดคล้องกับภาพรวมสิ

ล่าสุด Meta ก็อัพเดทแล้วว่า ตอนนี้จะเปิดให้เราสามารถแชร์ข้อมูลการให้เครดิตการคลิกหรือ Attribution แบบละเอียดจากเครื่องมือ MTA ของเรากับ Meta ได้โดยตรง โดยเชื่อมต่อ Analytics เข้ากับพาร์ทเนอร์อย่าง Adobe, Northbeam, Rockerbox และ Triple Whale ในอนาคต โดย Meta จะมีฟีเจอร์ใหม่ชื่อ Custom Attribution ที่จะยิ่งทำให้เราสามารถใช้ข้อมูลเชิงลึกจากเครื่องมือภายนอกมาปรับปรุงการทำงานของ AI ใน Meta ได้อย่างลงตัวยิ่งขึ้น และทำให้โฆษณาใน Meta ยิงได้ตรงเป้าหมายตามวิธีที่เราวัดผลจริง ๆ ได้

ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นบริษัทท่องเที่ยวที่ลูกค้ามักจะเห็นโฆษณาหลายที่ เช่น เห็นบน Google ก่อน แล้วมาเห็นบน Facebook และตัดสินใจจอง ระบบ MTA ของเราอาจจะให้เครดิตทั้ง Google และ Facebook ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ตอนนี้เราสามารถแชร์ข้อมูลนี้กับ Meta ได้ ทำให้ Meta เข้าใจว่าบทบาทของโฆษณาบนแพลตฟอร์มตัวเองมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าอย่างไรในภาพรวม และสามารถปรับโฆษณาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตามการวัดผลที่เราใช้จริงได้นั่นเอง

โดยสรุปแล้วเครื่องมือใหม่ๆที่ Meta เปิดมาให้เราได้ใช้กันนี้ก็เพื่อให้นักการตลาดสามารถ “สื่อสาร” กับ AI ของ Meta ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเป้าหมายและความต้องการของธุรกิจคืออะไร นำไปสู่ผลลัพธ์และการวัดผลที่ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นก็อยากให้รีบศึกษาและนำเครื่องมือเหล่านี้ไปปรับใช้กับธุรกิจเพื่อสร้าง ROI ให้ได้มากที่สุดกัน


17    

Related posts:

No related posts.

  • TAGS
  • Ads Manager
  • facebook
  • Incrementral Attribution
  • Meta
  • Value Optimization
  • Value Rules
  • โฆษณา Facebook
  • โฆษณา Meta
Smart

LATEST STORIES

  • เรียกชื่อผิดแต่ 38 ล้านวิว แถมแบรนด์ยังไม่แก้อีก! เมื่อ Vaseline เปลี่ยนชื่อตามเป็น “Baseline” งานไวรัลที่แบรนด์เล่นใหญ่จนโดนใจชาวเน็ต August 31, 2026
  • วิธีคิดสร้างธุรกิจ 1,000 ล้าน ก่อนอายุ 35 จากเจ้าของแบรนด์ PRAMY Dr.PONG และ YUEDPAO August 31, 2026
  • 4 กลยุทธ์ Organic Marketing ที่สร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าการซื้อโฆษณา August 30, 2026
  • SoftBank เลื่อนเพิ่มทุน LINE MAN Wongnai 130 ล้าน เป้าสิทธิออกเสียง 64% August 30, 2026
  • รู้จัก ‘Elevator Speech’ และ 5 เทคนิค ‘แพลนก่อนพูด’ สื่อสารเรื่องสำคัญให้จบ ‘เข้าใจ-ทำตามได้’ โดยไม่เสียเวลา August 29, 2026
  • สารทจีนมื้อแห่งความคิดถึง เมื่อ CP ส่งต่อ “ความกตัญญู” จากคุณค่าขององค์กรสู่บทสนทนาที่อบอุ่นทั้งโซเชียล August 28, 2026
  • ปลดล็อก 3 แรงต้านที่ทำให้ลูกค้าไม่ซื้อ! ด้วยจิตวิทยาการขาย จาก ‘ไม่คุ้น-ไม่เห็นค่า-ไม่กล้าเสี่ยง’ สู่ ‘คุ้นเคย-เห็นค่า-กล้าตัดสินใจ’ August 28, 2026

MarketingOops!JOBS

View More

TRENDING STORIES

  • สรุป 13 ข้อ สาระสำคัญจำง่ายๆ พ.ร.บ.คอมพ์ 60 มีผลบังคับใช้แล้ว (1,203,937)
  • สอนเล่น Twitter (ทวิตเตอร์) (787,889)
  • Youtube ปรับโลโก้-ใส่ฟีเจอร์ใหม่ ดูวิดีโอแนวตั้งแบบเต็มจอได้แล้ว (642,363)
  • netflix-ประหยัดเงิน-1แชร์ทริค!! สมัคร Netflix อย่างไรให้ประหยัดเงินที่สุด (591,821)
  • เพิ่มโอกาสในการขายด้วย “บริการเก็บเงินปลายทาง KERRY EXPRESS” ต้องทำอย่างไรบ้าง? (588,722)
  • สอนการโพสรูป instagram จากเครื่องคอมพิวเตอร์ (547,374)
  • แนะวิธี “ร้องทุกข์ออนไลน์ กับ สคบ.” สะดวก ง่าย ไม่ต้องเดินทาง แถมติดตามผลได้ตลอดเวลา (463,040)

BUSINESS CASE

วิธีคิดสร้างธุรกิจ 1,000 ล้าน ก่อนอายุ 35 จากเจ้าของแบรนด์ PRAMY Dr.PONG และ YUEDPAO

August 31, 2026
จูน ณัชชา รชตวรภรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง maison KEEPS เล่า 8 บทเรียนการสร้างแบรนด์แฟชั่นไทย

8 บทเรียนธุรกิจจาก maison KEEPS จากเงิน 1,000 บาทสู่แบรนด์แฟชั่นไทยรายได้เกือบ 300 ล้าน

August 27, 2026
AI CRM จาก Data สู่ Insight วิธีทำ Personalization ให้ลูกค้าไม่หาย

AI CRM จาก Data สู่ Insight วิธีทำ Personalization ให้ลูกค้าไม่หาย

August 27, 2026

ขายออนไลน์ได้อยู่แล้ว ทำไมแบรนด์ที่เกิดบนออนไลน์ยังลงทุนเปิด Physical Store ให้มีบทบาทมากกว่าพื้นที่ขายสินค้า

August 26, 2026
Glocal Strategy

‘Glocal Strategy’ กลยุทธ์คลาสสิกของแบรนด์ระดับโลก ‘Standardization + Local Insights’ ครองใจผู้บริโภคท้องถิ่น พร้อมกรณีศึกษา ‘Starbucks’

August 22, 2026
View More

PR NEWS

Thailand Real Estate Awards 2026 ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความเป็นเลิศ AP Thailand คว้ารางวัลสูงสุด Developer of the Year Thailand 2026

August 30, 2026

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ฉลอง 40 ปี เดินหน้า ESG ผ่าน “Lalin Share Together” จากใจถึงใจ ส่งต่อโลหิต สร้างคุณค่าร่วมสู่สังคม ต่อยอดแนวคิด CSR สู่ Sustainable Business

August 28, 2026

“BlueQuest” แอปพลิเคชันเพื่อการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ทะเล โดยเยาวชนนักอนุรักษ์ “ณริดา จรณะจิตต์” ชวนทุกคนเปลี่ยนการเดินทางให้เป็นพลังในการดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

August 28, 2026

4 แบรนด์สิงห์ฯ คว้ารางวัล Top Rising Brand แบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อเติบโตสุด

August 28, 2026

Sigenergy เปิดตัว “SigenStor NEO” โซลูชันพลังงานอัจฉริยะ All-in-One ในไทย เปิดราคาเริ่มต้น 38,900 บาท ตอบโจทย์บ้านยุคใหม่ คืนทุนประมาณ 5 ปี

August 28, 2026
View More
Marketing Oops! Facebook
  • facebook.com
  • youtube.com
  • x.com
  • line.me
  • instagram.com
  • tiktok.com
  • rss

MARKETING OOPS!

Advertise with us   |   Contact Us

MarketingOops.com was launched in Nov 2008, The number 1 leading digital media and advertising 's publisher in Thailand, to report on an emerging media and digital marketing industry.
The web site covers digital marketing, trends advertising, campaign creative ideas, media, mobile and technology.

Our Partners

Marketing Oops! | © Copyright All right reserved | Discliamer & Policy
Top
imunify-bot-check
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อนำเสนอคอนเทนต์และโฆษณาที่ท่านอาจสนใจเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์ของเราต่อไปโดยไม่ได้ปรับการตั้งค่าใดๆ เราเข้าใจว่าท่านยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์ของเรา