จากยุค Agile สู่ ‘Project-Driven Organization’ เมื่อความเร็วระดับทีมไม่เพียงพอสำหรับโลกธุรกิจปี 2026


 

ก่อนหน้านี้ องค์กรทั่วโลกต่างพยายามนำแนวคิด Agile มาใช้เป็นแนวคิดหลักในการทำงาน เพื่อรับมือกับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทีมให้เล็กลง หรือลดวงจรการทำงานให้สั้นพื่อให้ได้ Feedback เร็วขึ้น

ทั้งนี้ แม้หลายบริษัทจะดูเหมือนปรับตัวเข้าสู่ Agile แล้ว แต่โมเดล Agile มักแก้ปัญหาได้ดีในระดับทีม หรือกระบวนการทำงานเท่านั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับโจทย์ใหม่ๆ ของปี 2026 ที่อุตสาหกรรมต่างๆ ถูก Disrupted ชั่วข้ามคืน จากเทคโนโลยีอย่าง AI ไปจนถึง Analytics ที่เข้ามาเร่งการแข่งขันให้ทุกองค์กรต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วก่อนจะถูกคู่แข่งชิงตัดหน้าไป

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดคือ องค์กรส่วนใหญ่นำ Agile มาใช้แต่เปลือก เพราะยังยึดติดกับโครงสร้างการบริหารแบบเดิมที่เน้นลำดับชั้น การควบคุม และความมั่นคง ทำให้ความคล่องตัวติดอยู่กับขั้นตอนการอนุมัติ และการกลัวความผิดพลาดของผู้บริหาร

 

Project-Driven Organization แนวทางบริหารใหม่ของธุรกิจยุคนี้

 

ด้าน Harvard Business Review เผยว่า เมื่อโมเดล Agile เริ่มเอาไม่อยู่ ทางรอดของธุรกิจยุคนี้คือการนำแนวคิด Project-Driven team มาปรับใช้อย่างจริงจัง

มาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่า แล้ว Project-Driven team กับ Agile team ต่างกันอย่างไร? 

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Agile team คือการรวมทีมในหลากหลายแผนกเพื่อขจัดความ Silo ออกไป แต่จบอยู่แค่นั้น แม้จะเป็นทีมที่รวมหลายแผนก หลายหน้าที่เข้าด้วยกัน แต่ไม่ได้มีการจัดลำดับความสำคัญของงาน งานไหนเข้ามาก็ทำให้ มีทั้งงาน Routine และงานแทรก ทำให้ไม่มีงานไหนเสร็จด้วยดีสักงาน เป็นแค่ทีมโรงงานที่ผลิตผลงานออกไป โดยไม่มีโอกาสให้นึกย้อนด้วยซ้ำว่างานที่ผลิตออกไปได้ผลลัพธ์ที่ดีไหม มีคนชอบหรือเปล่า เพราะมีงานใหม่รอจ่ออยู่แล้ว

แต่ Project-Driven team นั้นจะเหมือนการยกระดับทีม Agile team ไปอีกระดับ คือมีการรวมทีมหลายหน้าที่ หลายแผนกเข้าด้วยกัน และมองว่า โปรเจกต์ = งานหลัก โดยการรวมทีมกันเกิดขึ้นเพื่อทำโปรเจกต์ให้สำเร็จ และได้ผลลัพธ์ที่ดีก่อนแล้ว จึงจะย้ายไปรวมทีใหม่เพื่อทำภารกิจต่อไป 

สรุปอีกครั้งคือ Agile team คือทีมที่จัดขึ้นเพื่อผลิตผลงานให้เสร็จอย่างรวดเร็ว และ Project-Driven team คือทีมที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้สำเร็จ ไอเดียหลักของทั้งสองทีมคือ ทีมหนึ่งผลิตงานให้เร็ว อีกทีมผลิตงานให้สำเร็จ

 

รื้อโครงสร้างองค์กร สู่ Project-Driven team ผ่าน 3 คีย์สำคัญ

 

1. ปรับโครงสร้างองค์กร เลิกยึดติด ‘ไซโล’

– เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลง: อย่าง Haier ยักษ์ใหญ่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทลายโครงสร้างเดิม แล้วแตกเป็น ‘Microenterprises’ กว่า 4,000 แห่งที่ดูแลกำไรขาดทุนเอง แน่นอนว่าต้องมีสาขาที่สำเร็จ และสาขาที่ขาดทุน แต่ Haier มองความล้มเหลวเป็นการเรียนรู้ ใครทำสำเร็จได้ผลตอบแทนสูงไป ส่วนใครทำโครงการที่ไม่เวิร์กแค่ปิดแล้วไปทำอย่างอื่น 

– เปลี่ยนโครงสร้างแผนกสู่ ‘ทีมโปรเจกต์’: แทนที่จะส่งงานข้ามแผนกไปมา ด้าน Shimizu Corporation บริษัทก่อสร้างเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่ให้พนักงาน ‘อาสา’ มาเป็นหัวหน้าโปรเจกต์ข้ามสายงานได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งย้ายแผนก ทำให้ได้คนที่ ‘มีใจ’ อยากทำจริงๆ 

– เปลี่ยนการกำกับดูแล สู่ ‘การตัดสินใจแบบเรียลไทม์’ Bayer บริษัทเวชภัณฑ์ระดับโลก ลดลำดับขั้นการบริหารลงถึง 95% เพื่อให้ทีมตัดสินใจเองได้โดยไม่ต้องรอนุมัติยาวเป็นเดือน

 

2. ปรับภาวะผู้นำ เลือกสิ่งที่ดีที่สุด และสร้างผลลัพธ์ต่อองค์กร แทนการจับทุกอย่าง

 

– จัดลำดับความสำคัญ: Repsol บริษัทพลังงาน เลือกทิ้ง ไอเดียกว่า 400 อย่าง เพื่อโฟกัสแค่ไม่กี่โปรเจกต์ที่มีผลกระทบสูง (เช่น แอปฯ Waylet) ทำให้ทีมทุ่มทรัพยากรได้เต็มที่ และสำเร็จเร็วกว่า 

– เลิกให้พนักงานทำโปรเจกต์เป็นแค่ งานเสริม ในขณะที่ต้องแบกงานประจำ ทีมโปรเจกต์ที่สำคัญต้องมีคนที่ทำงานแบบ Full-time Dedicated เพื่อโฟกัสงานที่ตัวเองกำลังทำได้เต็มร้อย

– การวัดผลที่เน้นผลลัพธ์ (Impact) โดยเลิกวัดแค่ว่า “เสร็จทันไหม? อยู่ในงบไหม?” แต่ให้ถามว่า “สร้างคุณค่าได้จริงไหม?” ที่สำคัญคือต้องกล้าที่จะวัดผล และปรับเปลี่ยนระหว่างทาง 

 

3. ปรับแนวคิดการสร้างมูลค่า

 

– ฝ่ายสนับสนุน (IT, HR, กฎหมาย) ต้องไม่ทำตัวเป็นคอขวด แต่ต้องผันตัวเป็น ‘Enablers’ ที่พร้อมสนับสนุนทีมโปรเจกต์ ด้วยการใช้ AI กวาดล้างงานเอกสารและงานรูทีน เพื่อคืนเวลาให้คนไปโฟกัสงานที่สร้าง Impact จริงๆ 

– องค์กรต้องปรับตัวได้เสมอ โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง AI หรือเครื่องมือธุรกิจต่างๆ เข้ามาช่วยคาดคะเนความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อปรับแผนงานรับมือได้ตลอดเวลา ทั้งยังให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้แม่นยำที่สุด

 

สุดท้ายนี้ การก้าวสู่การเป็น Project-Driven Organization ให้ได้จริงๆ คือการรื้อใหม่ทั้งระบบความคิด และวัฒนธรรมองค์กรครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนโฟกัสงานที่กระจัดกระจาย แล้วจัดให้เป็นแต่ละโปรเจกต์ไป พร้อมหาทีมทำงานทีละโปรเจกต์ให้เสร็จลุล่วง โดยการยึดโปรเจกต์เป็นศูนย์กลางจะช่วยให้องค์กรจัดลำดับความสำคัญได้คมชัด เคลื่อนย้ายคนเก่งได้ลื่นไหล และตัดสินใจได้เฉียบขาดท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ทุกองค์กรต้องเจอ

 

Source: Harvard Business Review