โซลูชั่น ‘Easy Returns’ กลยุทธ์สำคัญที่สามารถปรับปรุง CX ลูกค้า แต่ทำไมถูกลืม?


 

ปัจจุบันกลยุทธ์ต่างๆ ของแบรนด์หรือธุรกิจต่างก็มุ่งมาที่การพัฒนาเพื่อ CX (Customer Experience) หรือ ประสบการณ์ของลูกค้า ซึ่งก็เป็นหนึ่งใน subset ของ Customer Centric การที่แบรนด์ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางหรือสำคัญที่สุด สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ delivery (การจัดส่ง) ที่มักจะถูกหยิบขึ้นมาเป็นตัวทำคะแนนจากลูกค้า ยิ่งถึงเร็วยิ่งดี ยิ่งจัดส่งตรงเวลามากเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มความ loyal จากลูกค้าได้มากขึ้น

แต่รู้หรือไม่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่แบรนด์หรือธุรกิจมักจะหลงลืมไม่ได้พัฒนา หรือหยิบขึ้นมาเป็นตัวกระตุ้นในการปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า นั่นก็คือ การส่งสินค้าคืน ซึ่งจากมุมมองของ Spencer Kieboom นักกีฬาเบสบอลชื่อดังชาวอเมริกัน-ดัตช์ และผู้ก่อตั้ง, CEO บริษัท Pollen Technologies Inc. เขาได้พูดถึง Reverse logistics (โลจิสติกส์ย้อนกลับ) โดยยกให้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าในปัจจุบัน

Kieboom พูดในฐานะที่เป็นหนึ่งในคนซื้อของว่า “ขั้นตอนการคืนสินค้า หรือภาษาของนักการตลาดก็คือ Revere logistic ผมรักในวิธีการแบบนี้ แต่น่าเสียดายที่มันมักจะถูกละเลย”

 

 

Easy Returns ควรเป็น ‘นโยบาย’ ไม่ใช่โซลูชั่น

มีหลายแบรนด์และธุรกิจที่มองเกี่ยวกับ Reverse logistics เป็นเพียงโซลูชั่นไม่ใช่นโยบาย ซึ่งสำหรับ Kieboom เขามองว่า 2 คำนี้มีความแตกต่างกันมาก และสะท้อนถึงความใส่ใจของแบรนด์ที่ต่างกันด้วย

หากแบรนด์มองว่า Reverse logistics เป็นเพียงโซลูชั่น หมายความว่า อาจจะต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนถึงจะมีวิธีการแก้ปัญหาเกิดขึ้น แต่หากคำๆ นี้ถูกยกให้เป็น policy มันจะมีความสำคัญมากขึ้นและมีนัยยะต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าด้วย

สำหรับ Pollen Technologies Inc. อยากมีส่วนทำให้ธุรกิจและแบรนด์เข้าใจว่า กลยุทธ์การส่งสินค้าคืนที่ง่ายต่อลูกค้า ไม่ซับซ้อนไม่ยุ่งยาก จะสร้างประสบการณ์ลูกค้าได้ดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่การเดลิเวอรี่สินค้าให้ถึงมือลูกค้าไวที่สุด หรือตรงเวลาที่สุดเท่านั้น

“แบรนด์มักจะสนใจแค่กลยุทธ์ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าของที่ร้านจะจัดส่งเร็ว ถูกต้อง และตรงปกที่สุด แต่ขั้นตอนหลังจากนั้น เช่น การส่งคืน กรณีที่ไม่พอใจหรือเหตุผลอื่น แบรนด์อาจไม่ได้ใส่ใจมากนัก”

 

 

หลุมใหญ่’ ที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ – โลจิสติกส์มองข้าม

ตลอดกว่า 7 ปีที่ Kieboom ได้ศึกษาหลายบริษัททั้งอีคอมเมิร์ซรายใหญ่อย่าง Amazon และธุรกิจโลจิสติกส์ชื่อดัง เช่น FedEx, UPS สิ่งที่เขาค้นพบก็คือ มีหลุมขนาดใหญ่ในห่วงโซ่ของ Reverse logistics โดยปัญหาที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ ผู้ค้าปลีกและบริษัทโลจิสติกส์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ ‘forward’ พูดง่ายๆ ก็คือ มองแค่ข้างหน้า, พัฒนาและปรับปรุงแค่ข้างหน้า แต่ไม่มองย้อนกลับหลัง ไม่มองช่วงเวลาหลังการขายหรือจัดส่งสินค้า หรือแทบไม่มีโซลูชั่นสำหรับลูกค้าเกี่ยวกับการส่งสินค้าคืน ซึ่งขั้นตอนหลังจากนั้นมักจะดูยากไปหมด ซับซ้อน คืนสินค้ายาก

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ร้านค้าจะมีกฎการคืนสินค้าสูงสุดภายใน 30 วัน (แต่ร้านค้าจำนวนไม่น้อยที่กำหนดคืนภายใน 15 วันเท่านั้น) ซึ่งจากอินไซต์ของ Pollen Technologies Inc. พบว่า ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าคืนมีส่วนทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าไม่ดี และไม่ต้องการซื้อสินค้าซ้ำ

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะคืนสินค้าภายในเวลาที่กำหนดอย่างแน่นอน แต่มีลูกค้าจำนวนน้อยมากๆ ที่ยังต้องการจะซื้อสินค้ากับร้านนั้น เหตผุลหลักก็คือ “ลูกค้ารู้สึกไม่สบายใจ ไม่สะดวกสบายในการซื้อสินค้า และรู้สึกในแง่ลบต่อการบริการของร้าน”

สำหรับ policy ของทาง Pollen Technologies Inc. ที่ใช้กฎนี้ช่วยเหลือลูกค้าและพาร์ทเนอร์มาตลอดคือ กำหนดการส่งคืนสินค้าได้ภายใน 90 วัน ได้รับเสียงยืนยันจากลูกค้าเกิน 70% ว่านโยบายคืนสินค้าภายใน 90 วันทำให้พวกเขาเลือกที่จะใช้บริการของร้านนั้นๆ ต่อไป เพราะมองว่าเป็นการมอบความสะดวก และแฟร์สำหรับทั้ง 2 ฝ่าย

ดังนั้น สิ่งที่ Kieboom อยากจะแนะนำแบรนด์และธุรกิจก็คือ เพิ่มความใส่ใจด้านการบริการต่อลูกค้าอย่างครอบคลุมมากขึ้น ไม่ใช่แค่โฟกัสไปที่การส่งมอบสินค้าที่ตรงเวลา จัดส่งเร็ว แต่การ offer ให้คืนสินค้าในระยะเวลาที่แฟร์ๆ ต่อลูกค้าด้วยก็เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีได้เหมือนกัน ทั้งยังเป็นปัจจัยที่เพิ่มจะ brand loyalty ได้ด้วย

 

 

 

ที่มา: Martech Today


prakai
'ชีวิต' ต้องมีสีสันหลากหลาย เหมือนกับความรู้ที่มีหลายมิติ ทั้งไลฟ์สไตล์, การตลาด, ดิจิทัล, ประเพณี-วัฒนธรรม