ความท้าทายแบบไหนที่ Platform Business ต้องเผชิญ?


ย้อนกลับไปปี 2007 ยุคที่ค่ามือถืออย่าง Nokia, Samsung, Motorola, Sony Ericson และ LG เป็นเจ้าตลาด ทำรายได้ไป 90% รวมกันทั่วโลก ในขณะที่ Apple ในตอนนี้ยังไม่ได้เป็นที่รู้จัก แต่พอมาปี 2015 Apple กลับทำกำไรจากสมาร์ทโฟนไปได้ 92% ทั่วโลก ขณะที่ค่ายมือถืออื่นๆแทบทำกำไรจากมือถือไม่ได้เลย

อะไรคือความสำเร็จของ Apple และธุรกิจอื่นๆในยุคดิจิทัล? คำตอบคือ Apple ไม่ได้มองว่าสมาร์ทโฟนเป็นเพียงแค่สินค้าที่ต้องขายออกไป มันเป็นเพียงแค่ประตูไปสู่ Platform ให้กลุ่มนักพัฒนาแอปฯได้มาเจอกับกลุ่มผู้บริโภคได้มาซื้อขายกันต่างหาก

พลังของ Platform เปลี่ยนเกมธุรกิจอย่างไร?

ในยุคดิจิทัลที่การสื่อสารเป็นเรื่องง่าย ใครๆก็เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้รวดเร็ว กติตาและกลยุทธ์การทำธุรกิจก็เปลี่ยนไปเป็นแบบ Platform มากขึ้น ธุรกิจที่มี Platform จะเป็นธุรกิจที่นำผู้ผลิตและผู้บริโภคมาเจอกันเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่มีคุณค่า เมื่อเกิดคุณค่า ก็ทำให้ดึงดูดผู้ผลิตและผู้บริโภคมากขึ้นจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า Network Effect นั่นเอง

จากเดิมที่ธุรกิจที่จะได้เปรียบคู่แข่งเมื่อเป็นเจ้าของทรัพยากร คอยควมคุมกิจกรรมภายในธุรกิจต่างๆตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เราจะเห็นธุรกิจที่ส่งเสริมความสามารถในการรวบรวม วิเคราะห์และแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อเพิ่มคุณค่าภายในระบบ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพยากรใดๆด้วยซ้ำ

นอกจากนั้น Platform Business จะโฟกัสหาทางขยายผู้ใช้ Platform ให้มีกิจกรรม มีปฎิสัมพันธ์ เพราะการมีปฏิสัมพันธ์ มีการซื้อขายระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคมากขึ้น จะสร้างคุณค่าให้กับตัวธุรกิจ มากกว่าจะมานั่งโฟกัสหาทางให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่ธูรกิจเป็นผู้ผลิตเพื่อเพิ่ม Customer Lifetime Value โดย Platform Business จะคอยสังเกตตัวชี้วัดที่บอกถึงคุณภาพและปริมาณของกิจกรรมระหว่างผู้ผลิตผ็บริโภคเพื่อปรับปรุง Platform ต่อไป

Network Effect เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจอย่างไร?

ถ้าอยู่ในยุคอุตสาหกรรม ธุรกิจต้องแบกต้นทุนคงที่มหาศาลโดยเฉพาะโรงงานผลิตต่างๆ มีต้นทุนส่วนต่างต่ำ ธุรกิจไหนที่มีต้นทุนเฉลี่ยต่ำย่อมได้เปรียบคู่แข่ง เพราะจะสามารถผลิตของออกมาขายได้มากกว่า ทำให้ลดราคาให้ถูกกว่าคู่แข่ง สุดท้ายก็ผูกขาดตลาด ผูกขาดทรัพยากร และช่องทางจำหน่าย

แต่ในยุคดิจิทัล สิ่งที่เรียกว่า Network Effect จะมีบทบาทมากขึ้น มีเทคโนโลยีที่ทำให้การเชื่อมคนหรือกลุ่มคนเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักพัฒนาแอปพลิเคชั่นและเว็บไซต์ ผู้บริโภค ฯลฯ ธูรกิจไหนที่เชื่อกลุ่มผ็คนได้มากกว่าจะได้เปรียบในการแข่งขัน ไม่ใช่ธุรกิจที่เป้นเจ้าของตลาดและทรัพยากรอีกต่อไป จากธุรกิจที่กลัวอำนาจต่อรองของซัพพลายเออร์และอำนาจต่อรองของผู้บริโภค ธุรกิจที่สามารถสร้าง Network Effect จะไม่ต้องกังวลเรื่องแบบนี้อีกต่อไป

ความท้าทายแบบไหนที่ Platform Business ต้องเผชิญ?

ที่ชัดเจนที่สุดคือต้องรักษากลุ่มผู้ผลิตและผ็บริโภคให้ได้มากที่สุด เพราะพวกนี้พร้อมที่จะออกไปจากแพลตฟอร์มได้ง่ายๆเลยถ้าเห็นว่ามีแพลตฟอร์มอื่นที่สร้างหรือให้มูลค่าได้มากกว่า Zynga ที่ทำเกม Farmville บน Facebook เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนจนต่อมา Zynga พยายามดึงผู้เล่นให้มาเล่นบนแพลตฟอร์มของตัวเอง ไม่ใช่ Facebook

บางครั้งผู้บริโภคหลายคนก็เป็นผู้ผลิตเองได้ด้วย ตัวอย่างเช่นวันนี้เราอาจจะจองห้องพัก AirBnb แต่ในขณะเดียวกันเราก็เปิดห้องให้จองบน AirBnb บางที่เราซื้ออาหารผ่าน Grab แต่วันรุ่งขึ้นเราต้องเป็นคนส่งอาหารไปให้คนอื่นก็ได้ ธุรกิจที่ทำงานกับแพลตฟอร์มต้องให้มั่นใจว่าแพลตฟอร์มของตัวเองจะสร้างคุณค่าให้คนได้อยู่ตลอด

ความท้าทายเรื่องของขอบเขตการให้บริการก็เป็นอีกเรื่องที่ท้าทาย อย่าง Google ก็ไม่ได้เป็นธุรกิจให้บริการค้นหา แต่ขยายธุรกิจเป็นการค้นหาตำแหน่งสถานที การทำระบบปฏิบัติการสมาร์ทดีไวซ์ รถยอนต์ไร้คนขับ การจำเสียง ฯลฯ นั่นหมายความว่า Google จะต้องพร้อมแข่งกับธุรกิจอื่นๆที่ทำเรื่องดังกล่าวอยู่แล้วด้วย

คววามท้าทายอีกอย่างหนึ่งคือต้องมั่นใจว่ากลุ่มคนในแพลตฟอร์มทำเรื่องที่ธุรกิจอยากให้เกิดขึ้นจริงเพื่อสร้างมูลค่าได้จริง ยกตัวอย่างเช่น LinkedIn จากที่เคยเป็นแพลตฟอร์มสำหรับสร้างคอนเน็คชั่นเพื่อนร่วมอาชีพ กลายเป็นแพตลฟอร์มสำหรับคนหางานกับคนว่าจ้างไปแล้ว ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ดีที่จะขายคุณค่าให้กับคนในวงกว้างมากขึ้น

สุดท้ายก็คือเรื่องของการดูแลประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มผ่านตัวชี้วัตต่างๆ ดูยอด Engagement ยอดการสั่งซื้อ ว่ามากน้อยแค่ไหน แพตลฟอร์มีผู้ผลิตที่เสริฟสิ่งที่ผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าผ฿ผลิตทำแอปฯ ทำอาหาร ปล่อยคอนเทนต์ที่คนไม่ค่อยสนใจจะดู จะซื้อ แพตลฟอร์มก็ต้องตกที่นั่งลำบากแน่

 

 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของการทำธุรกิจที่ใช้แพลตฟอร์มเป็นหลัก ข้อดีก็มีอยู่เยอะ แต่วิธีการทำงานก็ต้องเปลี่ยนตามด้วยเช่นกันครับ

 

แหล่งอ้างอิง Pipeline, Platform and the New Rules of Strategy โดย MARSHALL W. VAN ALSTYNE, GEOFFREY G. PARKER และ SANGEET PAUL CHOUDARY


Sarunjade
แชร์มุมมองเกี่ยวกับ Digital Marketing, Digital Business และ Technology เท่าที่รู้ สามารถติชมหรืออยากให้เจาะลึกเรื่องไหนเป็นพิเศษ ส่งเมลมาเลยที่ contact@oopsnetwork.co.th