วิเคราะห์ Digital Business ให้เฉียบคมด้วย Network Analysis


เวลาเราพูดถึงกลยุทธ์ธุรกิจ เรามักจะคิดว่าธุรกิจอะไรอยู่อุตสาหกรรมหรือ Industry ไหน? อยู่ตลาดอะไร? จะได้ระบุลูกค้าและคู่แข่งได้ถูกต้อง แต่เมื่อเราเข้าสู่ยุคที่มีการเชื่อมต่อระหว่างคน ชุมชน เครื่องมือสื่อสาร เครื่องมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

การวางกลยุทธ์ธุรกิจ “ดิจิทัล” โดยแบ่งสนามการแข่งขันทางธุรกิจแบบ Industry ดูเหมือนจะเป็นมุมมองที่ใช้ไม่ได้แล้ว Amazon เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ถ้าเรายังมองว่า Amazon เป็นธุรกิจ E-commerce หรือขาย E-Book อยู่ ก็คงไม่ใช่เพราะ Amazon แตกบริการมากกว่านั้น

 

จริงๆแล้ว อะไรทำให้ธุรกิจดิจิทัลได้เปรียบกว่าคู่แข่ง?

เรารู้ดีตั้งแต่สมัยมี World Wide Web ปลายสมัย 1990 ว่าการเชื่อมต่อกันระหว่างคน เว็บไซต์ เครื่องมือสื่อสารจะทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และมันจะมีธุรกิจในเครือข่ายที่เชื่อมต่อไปยังธุรกิจ คน หรือเครื่องมืออื่นๆมากกว่าธุรกิจอื่นๆเหมือนเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อ หรือฮับ (Hub) เจ้าฮับที่ว่ามันมีความสำคัญมากกว่าธุรกิจอื่นๆในเครือข่าย ทำให้มันมีการเชื่อมต่อกับสิ่งอื่นๆมากขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งเราอยู่ในยุคที่มีสมาร์ทโฟนหรือ AI ฮับก็ยิ่งมีความสำคัญ นอกจากการเชื่อมต่อทางดิจิทัลที่มากกว่าธุรกิจอื่น มันมีดาต้า (Data) แลกเปลี่ยนไปมาผ่านการเชื่อมต่อ มีอัลกอริธึ่มในซอฟท์แวร์ที่คอยกำหนดลักษณะของเครือข่าย

การแลกเปลี่ยนข้อมูลจึงไม่สนใจว่าธุรกิจไหนจะอยู่ Industry ไหนด้วย และไม่สนใจว่าตัวเองจะปลีกตัวแยกออกมาจากธุรกิจหรือภาคอื่นๆของระบบเศรษฐกิจ ขอให้ธุรกิจของเราเป็นธุรกิจที่กลายเป็นฮับ เป็นศูนย์รวมของการเชื่อมต่อ รวมรวมข้อมูลที่ผ่านเข้าออก และทำมูลค่าได้จากข้อมูลที่ว่าด้วยระบบวิเคราะห์และ AI

สุดท้ายธุรกิจนั้นจะกลายเป็นธุรกิจดิจิทัลที่คุมเกมและได้เปรียบคู่แข่งก็คือธุรกิจที่ทำให้เครือข่ายเป็นรูปเป็นร่างและควบคุมเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับตัวเองได้ หากต้องการให้ธุรกิจเรายืนหนึ่งในดิจิทัล การทำ Industry Analysis หรือการวิเคราะห์อุตสาหกรรม (เช่นใช้ Porter 5 Forces Model) อาจจะไม่เหมาะ เราควรจะหันมาทำ Network Analysis ดูบ้าง เพื่อเข้าใจการเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจที่ข้าม Industry ดีกว่า

การวิเคราะห์เครือข่าย (Network Analysis) คืออะไร?

ใจความของ Network Analysis คือการเข้าใจว่าธุรกิจของเรา(และของคนอื่น) จะสามารถสร้างคุณค่า (Value Creation) และรักษาคุณค่า (Value Capture) ไว้ได้อย่างไร? และนี่คือ 6 ปัจจัยที่ต้องรู้ไว้เวลาทำ Network Analysis

 

1. Network Effect

ยิ่งมีคนเชื่อมต่อและใช้ประโยชน์จากบริการมากขึ้นเท่าไหร่ มูลค่าของสินค้าและบริการก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น Facebook ถ้ามีเพื่อนเล่น Facebook มากขึ้น Facebook ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น Facebook ได้รับผลทางบอกจาก Network Effect ต่างจากปากกาธรรมดา ที่ถ้ามีคนใช้มากขึ้น ปากกาก็ไม่ได้มีค่าเพิ่มขึ้นอะไร อาจมีค่าลดลงด้วยซ้ำ (เว้นแต่ปากกาเป็นแบบ Internet of Thing ก็ว่ากันอีกที)

ฉะนั้นยิ่งบริการไหนมีการเชื่อมต่อคนใช้บริการมากขึ้น ตัวบริการก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น

 

2. Learning Effect

การสร้างคุณค่าผ่าน Learning Effect จะเหมือนกัน Network Effect ตรงที่ยิ่งมีคนใช้บริการมากขึ้น คุณค่าของสินค้าหรือบริการก็เพิ่มขึ้นตาม เพียงแต่ว่า ถ้าเป็น Learning Effect บริการจะมีคุณค่าเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีเครือข่ายหรือการเชื่อมต่อที่มากขึ้น ขอให้มีการใช้บริการมากขึ้นก็พอ

ยกตัวอย่างเช่น Google Search แน่นอนว่ายิ่งเราค้นหาใน Google Google ก็ยิ่งให้ผลลัพธ์เว็บไซต์ที่เราต้องการได้แม่นมากขึ้นเท่านั้น เพราะ Google มีอัลกอริธึ่มจับแนวทางในการค้นหาของคนอยู่ Leaning Effect ต้องอาศัยการสั่งสมของข้อมูลสักพักถึงจะมีมูลค่าตามมา

 

3. Cluster

Cluster หรือลักษณะของเครือข่ายว่าเชื่อมต่อกันอย่างไร? ธุรกิจหรือคนใช้บริการรวมตัวกันอย่างเป็นกลุ่มก้อนหรือกระจัดกระจาย ความสำคัญของ Cluster คือ มันจะชี้ชะตาว่าโมเดลธุรกิจดิจิทัลที่เชื่อโยงกันเป็นเครือข่ายนั้นจะอยู่ได้ยืนยาวมากน้อยแค่ไหน?

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ขอยกตัวอย่าง Uber กับ AirBnB ถึงแม้ทั้งคู่จะคล้ายกันในเรื่องของการมีแพลตฟอร์มเชื่อมต่อเครือข่ายคนขับรถ (เจ้าของที่พัก) กับคนใช้บริการ แต่สนามแข่งธุรกิจต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะไม่ว่า Uber จะให้บริการในพื้นที่ไหน ก็ย่อมมีคู่แข่งเต็มไปหมด ถ้าในอเมริกาก็มี Lyft ถ้ามาแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เจอ Grab กับ Gojek

ทั้งนี้ก็เพราะเครือข่ายคนใช้บริการและคนขับรถอยู่กันเป็นกระจุก ทำให้การแข่งขันสูง ทำให้โมเดลธุรกิจของ Uber นั้นอาจจะไม่ค่อยยืนยาวเท่าไหร่นัก เพราะคู่แข่งเยอะ

ต่างจาก AirBnB ที่คนใช้บริการและเจ้าของที่พักกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก คู่แข่งหน้าใหม่ที่คิดจะกระโดดมาแข่งกับ AirBnB จะต้องเข้ามาในสเกลระดับโลก ฉะนั้นคำพูดที่ว่า “Think Global, Act Local” นั้น ดูเหมือนจะไม่จริงเสียทีเดียว AirBnB มีโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนกว่า Uber ก็เพราะเครือข่ายของคนใช้และคนให้บริการอยู่กระจัดกระจายมากกว่า

 

 

4. Multihoming

ปัญหานี้เจอประจำในธุรกิจรับส่งอาหารผ่านแอปฯบ้านเราไม่ว่าจะเป็น Grab Food, Line Man, Get, Foodpanda หรือ Robinhood ซึ่ง Multihoming มันคือสถานการณ์ที่ผู้ใช้บริการสามารถละทะเบียน ใช้บริการกับเจ้าไหนก็ได้ แล้วผู้ให้บริการสามารถสมัครและให้บริการผ่านแพลตฟอร์มไหนก้ได้เช่นกัน ความยากลำบากในการเปลี่ยนไปใช้หรือให้บริการจากบริการหนึ่งไปอีกบริการหนึ่งมันน้อยมาก

ฉะนั้นต่อให้ได้รับผลดีจาก Network Effect หรือ Learning Effect ธุรกิจนั้นก็แทบจะทำเงินจากบริการได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น มูลค่าของบริการก็น้อยลงตามด้วย

 

5. Disintermediation

Disintermediation คือสถานการณ์ที่คนไม่อยากใช้บริการผ่านธุรกิจหรือฮับของเรา ยกตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ที่รวมฟรีแลนซ์เจ้าหนึ่ง (ไม่ขอเอ่ยนาม) สมมติว่าเราอยากจ้างกราฟฟิคดีไซน์แต่ไม่รู้ว่าไปหาที่ไหน เราก็เข้าเว็บไซต์นั้นเพื่อไปหาและติดต่อกราฟฟิคดีไซต์ พอดีลงานตกลงราคาเรียบร้อย เว็บไซต์ก็จะเก็บค่าธรรมเนียมทั้งฝั่งคนใช้บริการและให้บริการ

เมื่อทั้งคนใช้บริการและคนให้บริการไม่อยากจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มให้เว็บไซต์นั้น ต่อไปจะจ้างงานอีก ก็จะแอบไปติดต่อกันโดยไม่ผ่านเว็บไซต์แล้ว

Disintermediation จะเกิดขึ้นประจำกับเว็บไซต์ Marketplace แม้แต่เว็บฯดังๆอย่าง Lazada หรือ Shopee ซึ่งทางแก้คือเว็บฯพวกนี้จะไม่อนุญาตให้ทั้งคนใช้และคนให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลการติดต่อได้

 

6. Network Bridging

คือทางที่จะเชื่อมเครือข่ายหนึ่งเข้ากับอีกเครือข่ายหนึ่งเพื่อที่จะสร้างและรักษามูลค่าให้กับธุรกิจของตัวเอง อย่างเช่น Google ที่เชื่อมระหว่างเครือข่ายผู้ใช้งานที่ค้นหาข้อมูลกับเครือข่ายธุรกิจที่ต้องการลงโฆษณา

ส่วน Google รู้ดีว่าถ้าเก็บค่าบริการจากคนที่ค้นหาข้อมูลใน Google คนคงไม่อยากใช้ Google แน่ๆ Google เลยตัดสินใจเก็บเงินจากคนลง Google Ads แทนหากมีคนค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาที่ลงไป Google Ads จึงกลายเป็นหนึ่งในรายได้หลักให้กับ Google

 

 

ทั้งหมด 6 ข้อที่อธิบายมาก็พอทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมธุรกิจอย่าง Amazon และ Ailbaba ถึงไม่สามารถถูกกำหนดได้ว่าอยู่ Industry ไหนกันแน่ เพราะธุรกิจดิจิทัลพวกนี้ไม่ได้สนใจว่าตัวเองจะต้องถูกจำกัดใน Industry ไหน แต่ธุรกิจพวกนี้สนใจที่จะให้มีคนมาใช้บริการมากที่สุด เพื่อที่จะมีเครือข่ายมากขึ้น มีข้อมูลป้อนเข้า AI มากขึ้น ปรับปรุงบริการได้ดีขึ้น ให้บริการใหม่ๆได้มากขึ้น คนก็ใช้บริการมากขึ้น

วนลูปแบบนี้ต่อไปครับ

 

แหล่งอ้างอิงส่วนหนึ่งมาจาก Strategy for the New Age โดย Marco Iansiti และ Karim R. Lakhani จากหนังสือ Competing in the Age of AI


Sarunjade
แชร์มุมมองเกี่ยวกับ Digital Marketing, Digital Business และ Technology เท่าที่รู้ สามารถติชมหรืออยากให้เจาะลึกเรื่องไหนเป็นพิเศษ ส่งเมลมาเลยที่ contact@oopsnetwork.co.th