เป็นไปได้หรือไม่? ถ้าทำนายยอดขายด้วย Marketing Mix Modeling


การทำนายยอดขายในแต่ละบริษัทเป็นเรื่องปรกติเพื่อจะบริหารจัดการเงินที่จะลงทุนรวมถืงเงินที่ใช้ในกิจกรรมต่างๆของธุรกิจ ไม่ใช่แค่การตลาดเท่านั้น ฉะนั้นการมี Marketing Mix Model (MMM) จะทำให้เราเข้าใจว่ากิจกรรมของธุรกิจแต่ละอย่างมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหนต่อยอดขาย รู้ว่าสื่อโฆษณาคอนเทนต์แบบไหนที่ควรลงทุนและมากน้อยแค่ไหน รวมถึงตัดสินใจในเรื่องกลยุทธ์ต่างๆเช่น ควรขึ้นราคาสินค้าดีหรือไม่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายยังคงทำยอดขายได้ดีอยู่หรือเปล่า เป็นต้น?

Marketing Mix Model (MMM) มีไว้เพื่อทำนายยอดขาย

ซึ่งการสร้างโมเดลที่ว่าจะต้องใช้การวิเคราะห์ทางสถิติเข้าช่วย นอกจากเราจะต้องมานั่งหาว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลกระทบต่อยอดขาย (ที่ที่เป็นปัจจัยในการตลาดและไม่ใช่การตลาด) ยังต้องคำนวนหา Return on Investment ของแต่ละปัจจัย และยอดขายที่แต่ละปัจจัยทำให้เกิดขึ้น (ทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง) การสร้างโมเดลที่ว่าจะต้องใช้ตัวเลข ผลงานของแต่ละปัจจัยเข้ามาช่วยสร้างสมการจนเป็นโมเดลทำนายยอดขายนั่นเอง

 

เมื่อไหร่ถึงจะได้ใช้ Marketing Mix Model

1. สถานการณ์ที่ธุรกิจทำยอดขายได้จากช่องทาง “Offline” หรือส่วนใหญ่ลงทุนไปกับช่องทาง “Offline”

เพราะเราไม่สามารถ Track หรือติดตามยอดขายจากช่องทาง Offline ได้เหมือนการ Track ยอดขายจากช่องทาง Online  นั่นเอง การมี MMM ช่วยให้เราเห็นว่าจำนวนเงินที่ใช้ไปกับแต่ละกิจกรรมทางการตลาด จะทำยอดขายได้เท่าไหร่จากแต่ละกิจกรรม

 

2. บริษัทมีงบการตลาดเยอะเกินกว่าจะใช้แบบขอไปทีได้

เรื่องนี้สำคัญมากๆ การที่เรามีเงินเยอะ ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้แบบไม่ต้องคิดคำนวนเลย เรายังต้องทำให้มั่นใจว่าเงินที่ใช้ไปแต่ละบาทนั้นคุ้มค่าที่สุด ลงเงินไปแล้วคุ้มค่า ROI ได้ยอดขายกลับมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย

 

3. บริษัทมีแผนสื่อโฆษณาที่ซับซ้อนเกินกว่าที่จะทดลองวัดประสิทธิภาพของปัจจัยทีละตัวที่ทำให้เกิดยอดขาย

เช่น ถ้าปัจจัยที่ทำให้เกิดยอดขายมีเยอะเกินไป คงสื้นเปลืองทรัพยากรมานั่งหาว่าปัจจัยไหนบ้างที่มีประสิทธิภาพทีละตัว การมี MMM จะช่วยให้เราเห็นภาพรวม วัดและทำนายยอดขายจากโมเดลไปเลยดีกว่า

 

เราจะได้อะไรจากการใช้ Marketing Mix Model

  1. รายตัวเลขยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยแต่ละตัว
  2. บทวิเคราะห์ Return on Investment ให้เรารู้ว่าเงินที่ลงไปในแต่ละปัจจัยคุ้มค่าแค่ไหน
  3. Media Curve เป็นกราฟความสัมพันธ์ระหว่างเงินที่ลงไปในแต่ละสื่อกับระดับ ROI ทำให้เราเห็นว่า เมื่อไหร่ที่เราควรหยุดลงทุนในสื่อหนึ่ง ซึ่งก็คือตอนที่ให้เงินเพิ่มแล้ว ROI ตก แล้วเมื่อไหร่ที่เราควรให้เงินเพิ่มกับอีกสื่อหนึ่ง ซึ่งก็คือตอนที่ให้เงินเพิ่มแล้ว ROI ยังเพิ่มอยู่นั่นเอง

 

ข้อจำกัดของ Marketing Mix Model

  1. ข้อมูลที่จะเอามาสร้างสมการทำนายยอดยายต้องเป็นข้อมูลที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ข้อมูลที่มีมาตั้งแต่ 2-3 ปีที่แล้ว และแต่ละปัจจัยต้องไม่มีความสัมพันธ์กันเอง
  2. MMM ต้องวัดผลกระทบของแต่ละปัจจัยที่มีต่อยอดขายอย่างชัดเจน หรือมีนัยสำคัญทางสถิติ
  3. MMM ไม่ได้ช่วยในเรื่องของ In-Channel Optimization เช่น MMM ไม่ได้บอกอะไรเราเลยว่าควรลงเงินให้กับแต่ละ Ad Set ใน Facebook Campaign มากน้อยแค่ไหน
  4. อย่าคาดหวังว่า MMM จะทำนายยอดขายให้เราได้ 100% เพราะทุกโมเดลมีสมมติฐาน และแต่ละปัจจัยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลาที่ผ่านไป
  5. ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนในการพัฒนา MMM เช่นการกำหนดขอบเขตของโมเดล การเก็บข้อมูล กการพัฒนาโมเดล การตีความผลลัพธ์ และการสร้างสถานการณ์จำลองในอนาคต
  6. อย่างน้อยต้องมีอยู่ 2 ทีมในการพัฒนาโมเดล ทีมแรกคือทีมที่คอยหาตัวแปร ปัจจัยที่สามารถส่งผลกระทบต่อยอดขาย อีกทีมคือทีมเศรษฐมิติที่ยืนยันด้วยตัวเลขว่าปัจจัยที่อีกทีมหามาส่งผลต่อยอดขายอย่างมีนัยสำคัญ

 

แน่นอนว่าทุกธุรกิจก็อยากทำนายยอดขายได้แม่นยำ รู้ทุกปัจจัยที่ส่งผลต่อยอดขายในอนาคต แต่ถ้าเราไม่ได้มีงบการตลาดเยอะ Media Plan ไม่ได้ซับซ้อน ส่วนใหญ่รายได้มาจากช่องทางออนไลน์ การพัฒนา MMM ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น อาจจะหันมาใช้ทางเลือกที่ถูกกว่าอย่าง Data Driven Attribution Model ก็ได้ครับ

 

 

แหล่งที่มาส่วนหนึ่งจาก Facebook Blueprint Marketing Science


Sarunjade
แชร์มุมมองเกี่ยวกับ Digital Marketing, Digital Business และ Technology เท่าที่รู้ สามารถติชมหรืออยากให้เจาะลึกเรื่องไหนเป็นพิเศษ ส่งเมลมาเลยที่ contact@oopsnetwork.co.th