อย่าเพิ่งสร้าง Customer Profile ถ้ายังไม่ได้ทำสิ่งนี้ เพราะลูกค้าของคุณอาจจะไม่มีจริง


 

หลาย ๆ ธุรกิจสามารถอธิบาย “Ideal Cutomer” ของตัวเองได้ภายในประโยคเดียว ดูชัดเจนและเป็นเหตุเป็นผล แถมยังดูเหมือนจะพร้อมนำไปใช้วางกลยุทธ์ได้ทันที แต่ในความเป็นจริง ลูกค้า Ideal Cutomer แบบนั้นจำนวนไม่น้อยกลับไม่ได้ “มีอยู่จริง” ในแบบที่ธุรกิจสามารถเข้าถึง สื่อสาร หรือสร้างยอดขายได้ นี่คือจุดที่หลายแบรนด์เริ่มมีปัญหาโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่สินค้าไม่ได้แย่ กลยุทธ์การตลาดก็ดี แต่สิ่งที่ผิดพลาดคือ “คนที่พยายามจะขายให้” ไม่ได้มีตัวตนในโลกจริงอย่างที่คิด

คำถามสำคัญก่อนจะเดินหน้าต่อคือ แบรนด์สามารถ “หา พูดคุย และขาย” ให้กับคนกลุ่มนี้ได้จริงหรือไม่ หากคำตอบยังไม่ชัดเจน การทบทวน 6 มุมมองต่อไปนี้ จะช่วยให้เห็นว่าแบรนด์กำลังสร้างแบรนด์ให้กับ “คนจริง” หรือแค่ “ภาพในจินตนาการ”

 

1. คุณสามารถระบุคนจริงได้ ไม่ใช่แค่คำอธิบาย

การบอกว่ากลุ่มเป้าหมายคือ “ผู้หญิงวัยทำงานที่รักสุขภาพ” เป็นเรื่องง่าย แต่การหา “ตัวตนจริง” ของคนกลุ่มนั้นให้เจอ กลับยากกว่ามาก ลองทดสอบง่าย ๆ ด้วยการเข้าแพลตฟอร์มอย่าง LinkedIn แล้วตั้งเวลา 20 นาที เพื่อค้นหาคนที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของคุณให้ได้ 50 คนแบบเป๊ะ ๆ ไม่ใช่ใกล้เคียง แต่ต้องตรงจริง หากคุณสามารถรวบรวมรายชื่อ โปรไฟล์ และตัวตนที่ชัดเจนได้อย่างรวดเร็ว แปลว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณมีอยู่จริง แต่ถ้าทำได้ยาก นั่นอาจหมายถึงคุณกำลังกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่กว้างเกินไป หรือแคบเกินไปจนไม่มีอยู่จริงในเชิงธุรกิจ

 

2. พวกเขาเคยพูดถึงปัญหานั้นด้วยตัวเองหรือไม่

ในโลกของการตลาด “การคาดเดา” คือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด สิ่งที่ฟังดูสมเหตุสมผล ไม่ได้แปลว่าลูกค้ารู้สึกแบบนั้นจริง สิ่งที่ต้องมองหาคือ “ภาษาจริง” ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Post Comment Review หรือบทสนทนา ที่พูดถึงปัญหานั้นด้วยตัวเองอย่างชัดเจน ถ้าไม่สามารถหาใครสักคนที่กำลังบ่น หรือแสดงความไม่พอใจในเรื่องที่สินค้าของแบรนด์ที่แก้ได้เลย นั่นอาจหมายความว่าปัญหานั้นยังไม่สำคัญพอที่จะทำให้พวกเขายอมจ่ายเงิน

 

3. พวกเขาพร้อมจะคุยเรื่องนี้ ตอนนี้หรือไม่

ความสนใจเป็นสิ่งที่สร้างภาพได้ แต่ “เวลา” เป็นสิ่งที่ปลอมไม่ได้ หากมีคนยอมสละเวลาเพียง 15 นาทีเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหา นั่นสะท้อนว่ามันมีความสำคัญต่อชีวิตของเขาจริง ลองติดต่อกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก แนะนำตัวสั้น ๆ และขอเวลาพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ จากนั้นสังเกตการตอบกลับ หากพวกเขาตอบเร็ว และยินดีคุย นั่นคือสัญญาณของโอกาส แต่ถ้าการตอบกลับล่าช้า คลุมเครือ หรือเลื่อนซ้ำ ๆ ปัญหานั้นอาจยังไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตประจำวัน และถ้ามันไม่สำคัญ มันก็จะไม่กลายเป็นการซื้อ

 

4. พวกเขาเคยพยายามแก้ปัญหานี้มาก่อนหรือไม่

โดยธรรมชาติ คนเราจะไม่จ่ายเงินเพื่อแก้ปัญหาที่ไม่เคยพยายามแก้มาก่อน หากปัญหานั้นสร้างความไม่สบายใจจริง ก็จะเริ่มลงมือทำ ไม่ว่าจะลองใช้เครื่องมือ หา Solution หรือสร้างวิธีแก้เฉพาะตัว ความพยายามเหล่านี้คือสัญญาณที่ชัดเจนของ “Painpoint” ที่แท้จริง

เมื่อแบรนด์ได้พูดคุยกับลูกค้า ลองถามว่าเขาเคยลองอะไรมาแล้วบ้าง ถ้าคำตอบคือ “กำลังมองหาวิธีที่ดีกว่า” นั่นคือโอกาสทางธุรกิจ แต่ถ้าคำตอบคือ “ก็อยู่กับมันได้” แปลว่าความเร่งด่วนยังไม่เกิด และเมื่อไม่มีความเร่งด่วน ก็ไม่มีความต้องการ

 

5. คุณสามารถอธิบายพวกเขาได้ โดยไม่พูดถึงสินค้า

ลองตั้งโจทย์ง่าย ๆ ว่า ให้แบรนด์อธิบายลูกค้าเป้าหมายใน 1 ประโยค โดยห้ามพูดถึงสินค้าของตัวเอง Focus ที่ “ตัวตน” สถานการณ์ที่เป็นอยู่ และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิต คำอธิบายที่ดีจะรู้สึกเฉพาะเจาะจง และมีภาพชัดเจน แต่ถ้าคำอธิบายนั้นต้องพึ่งพาสินค้า แปลว่าแบรนด์กำลังอธิบาย “การใช้งาน” ไม่ใช่ “คน” และในโลกจริง คนคือคนที่ตัดสินใจ ไม่ใช่ use case

 

6. พวกเขามีอำนาจในการตัดสินใจหรือไม่

ต่อให้ใครบางคนสนใจสินค้าแบรนด์มากแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะซื้อได้ มี 2 ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ งบประมาณ และอำนาจในการตัดสินใจ ว่าสามารถจ่ายเงินได้จริงหรือไม่ และสามารถตัดสินใจได้เอง หรือยังต้องรอคนอื่นอนุมัติ หากทุกบทสนทนาจบลงที่ “ต้องขอถามหัวหน้าก่อน” นั่นอาจหมายความว่าคุณกำลังคุยกับคนผิดระดับ ธุรกิจที่เติบโตได้ ต้องเข้าถึง “คนที่ตัดสินใจ” ไม่ใช่แค่ “คนที่สนใจ”

 

เมื่อคุณลองวิเคราะห์ตามมุมมองเหล่านี้ จะเริ่มเห็น Pattern บางอย่าง ถ้าทุกอย่างดูง่าย ลูกค้ามีตัวตน ชัดเจน ตอบสนองเร็ว และกำลังมองหา Solution อยู่แล้ว นั่นแปลว่ามาถูกทาง แต่ถ้าทุกอย่างดูขัด ไม่ชัด นั่นคือสัญญาณว่ายังต้องปรับ


Molek
Head of Strategic Marketing ใน Integrated Service Agency ที่หนึ่ง ผู้หลงใหลในหลาย ๆ ที่มีความอยากรู้และเรียนรู้ในเรื่อง Startup, นวัตกรรม, การตลาด จากมุมมองหลาย ๆ ด้านและวัฒนธรรมของแบรนด์ต่าง ๆ