สรุป Report พฤติกรรมคนไทยกับ AI ปี 2026 จาก SCBX สร้างบริการ AI อย่างไรให้โดนใจคนจริงๆ


ในยุคที่องค์กรชั้นนำประกาศเดินหน้าสู่การเป็นองค์กร AI เร่งพัฒนาเทคโนโลยีแข่งกันอย่างดุเดือด แต่คำถามสำคัญที่ คุณตูน สุธีรพันธุ์ สักรวัตร Chief Customer Officer, SCBX โยนขึ้นมาในงานแถลงเปิดเผยข้อมูลจาก Report พฤติกรรมคนไทยเกี่ยวกับ AI ในช่วงบ่ายของวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา ก็คือ “แล้วลูกค้าของเราล่ะ… เขาพร้อมไปกับเราหรือเปล่า?”

เพราะต่อให้เรามีเทคโนโลยีที่ล้ำสุดๆ แต่ถ้าสร้างออกมาแล้วไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการ หรือเป็นสิ่งที่ลูกค้า “กลัว” การลงทุนก็อาจสูญเปล่าได้ ดังนั้น การติดกระดุมเม็ดแรกอย่างถูกต้องก็ถือว่าเป็นความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งนั่นเอง

นี่จึงเป็นที่มาของรายงาน “SCBX Report: thAI Consumer AI Adoption 2026” ที่ Marketing Oops! สรุปมาให้จากงานแถลงว่า จริงๆแล้วคนไทยคิดยังไงกับ AI และแบรนด์ควรปรับตัวอย่างไรในปี 2026 นี้

Methodology

ก่อนจะไปดูเนื้อหาสิ่งที่ต้องรู้ก่อนคือรายงานฉบับนี้เกิดจากความร่วมมือของ 3 ฝ่ายหลักก็คือ SCBX เจ้าของโจทย์ใหญ่ที่ต้องการเข้าใจบริบทคนไทยจริงๆ เพื่อทรานส์ฟอร์มองค์กร

อีกส่วนก็คือ Vitamins Consulting & Research บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของไทย รับหน้าที่เจาะลึกเชิงคุณภาพ (Qualitative) รวมถึง Ipsos บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก รับหน้าที่สำรวจเชิงปริมาณ (Quantitative) กับกลุ่มตัวอย่าง 1,004 คนทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกเจเนอเรชันและทุกภูมิภาคของประเทศไทย

คนไทย “ตื่นตัว” แต่ยังลึกๆก็ยัง “กลัว”

Insight แรก ที่น่าสนใจจากงานแถลงคือ คนไทยกว่า 83% จัดเป็น Active AI User เช่น ใช้ Voice Assistant, ใช้ Gen AI แต่งรูป/ช่วยเขียนข้อความ แต่กลับมีเพียง 13% เท่านั้นที่ใช้ได้เต็มศักยภาพ

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เพราะ แม้คนไทย 74% จะมองว่า AI ช่วยเพิ่ม Productivity ได้จริง แต่ในใจลึกๆ กลับเต็มไปด้วย “ความกังวล” ใน 3 เรื่องหลักก็คือ

  • 66% กลัว AI ถูกใช้ในทางที่ผิด (Deepfakes, Scams, Fake News)
  • 57% กลัวตกงาน กลัวถูก AI แย่งงาน
  • 55% กังวลเรื่อง Data Privacy และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว

ลูกค้าของคุณคือใครใน 4 กลุ่มคนไทยยุค AI

จาก 9 กลุ่มผู้ใช้งาน AI ในประเทศไทย ที่ SCBX ศึกษาและแยก Segment ออกมา มี 4 กลุ่มหลัก ที่กินสัดส่วนประชากรส่วนใหญ่ และเป็นสิ่งที่แบรนด์และนักการตลาดต้องให้ความสนใจก็คือ

Smart Minimalist (36%)

พฤติกรรม คือ “ฉลาดแบบพอดี ใช้เท่าที่จำเป็น” ไม่ได้คลั่งไคล้เทคโนโลยี ใช้ AI ฟรีพื้นฐานเพื่อทุ่นแรง ความต้องการของคนกลุ่มนี้ โจทย์ใหญ่คือ “ความปลอดภัย” อยากให้ AI ช่วยลดงานจำเจแบบ “Do it for me” หรือให้ AI ทำให้ฉันหน่อย แต่ต้องมั่นใจ 100% ว่าเงินจะไม่หาย ข้อมูลจะไม่รั่ว

Skeptical Practitioner (34%)

กลุ่มนี้ใช้งานแบบ ใช้ไป ระแวงไป” เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ ใช้ AI บ่อย แต่ยังไม่วางใจผลลัพธ์ สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการก้คือ การยืนยันความถูกต้อง แบรนด์ต้องเปลี่ยนความกลัวของกลุ่มนี้ให้เป็นความเชื่อใจให้ได้ เพราะถ้าปลดล็อกความกลัวได้ เขาจะกลายเป็นลูกค้าชั้นดีนั่นเอง

Life Optimizer (8%) และกลุ่ม Pro-formance (5%)

สองกลุ่มนี้คือกลุ่ม Advance / Power User / คนรุ่นใหม่ในเมือง ที่ใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและการทำงาน สองกลุ่มนี้ไม่มีความกลัว แต่ต้องการ “Personalization” และ “Recommendation” ที่แม่นยำที่สุด อยากให้ AI เป็นคู่คิดเชิงกลยุทธ์เช่นการแนะนำการลงทุน เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียได้และช่วยฟันธงได้เลยว่าต้องทำอะไรแบบคิดมาให้เลย

AI กับ “บริการการเงิน” 

อีก Insight ที่น่าสนใจจาก Report ฉบับนี้ก็คือ ความกลัว AI จะพุ่งสูงขึ้นทันทีเมื่อเป็นเรื่องของ “เงินในกระเป๋า” โดย คุณญาดา เสรีเศวตรัตน์ (Senior Consumer Insights Expert, SCBX) เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า Pain Point เรื่องเงินของคนไทยที่ AI เข้ามาช่วยได้โดย 3 อันดับแรกคือ

  • “กลัว Scam” คือกลัวโอนเงินผิดบัญชี หรือโอนเข้าบัญชีม้าโดยไม่รู้ตัว อยากให้ระบบช่วยสกรีนให้
  • “เหนื่อยกับการเลือก” คือข้อมูลเยอะ เช่นจะ Refinance ที่ไหนดี? ลงทุนกองทุนตัวไหนคุ้มสุด? ข้อมูลมันเยอะจนเลือกไม่ถูก
  • อยากให้ฟันธง” คือสำหรับกลุ่ม Pro พวกเขาอยากได้ AI ที่ช่วยวิเคราะห์พอร์ตและแนะนำสิ่งที่ “ดีที่สุด” สำหรับเขาจริงๆ ไม่ใช่แค่ส่งโปรฯ หว่านแหมาเท่านั้น

สูตร  “Pyramid of Needs” สร้าง AI ให้โดนใจ

ไฮไลท์ของ Report ฉบับนี้อยู่ตรงนี้ นั่นก็คือ Solution ในการพัฒนาโปรดักซ์ AI เพื่อแก้ปัญหาความกลัวและความยุ่งยาก ซึ่ง SCBX สรุปโมเดล 4 ขั้นบันได (Pyramid) ที่แบรนด์ควรนำไปใช้พัฒนาโปรดักต์ AI ได้โดยไล่ขึ้นมาจากฐานล่างตามนี้

  • ขั้นที่ 1 Trust & Security : ก็คือก่อนจะขายความล้ำ ต้องขายความ “ปลอดภัย” ให้ได้ก่อน สร้าง Foundation หรือพื้นฐานของระบบให้ดี เช่น ต้องมี Scam Shield ป้องกันบัญชีม้า ต้องมี “Human-in-the-loop” มีมนุษย์ช่วยตรวจในขั้นตอนสุดท้าย หรือมีคนให้ติดต่อได้เสมอ เพื่อสร้างความอุ่นใจก่อนกดโอนเงินหรือทำบริการสำคัญๆ
  • ขั้นที่ 2 Convenience : คือเมื่อไว้ใจแล้ว ลูกค้าจะมองหาความง่าย AI ต้องเข้ามาช่วยลดความยุ่งยาก ตัดสินใจง่าย ไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน
  • ขั้นที่ 3 Unified Intelligence : คือการที่ต้องรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจาย (บัญชีออมทรัพย์, บัตรเครดิต, การลงทุน หรือบริการอื่นๆ มาเปรียบเทียบและสรุปให้เห็นภาพชัดเจนในที่เดียว
  • ขั้นที่ 4 Proactive Partner : นี่คือยอดปิรามิดคือ AI ที่เป็นคู่คิดเชิงรุก แจ้งเตือนล่วงหน้า (Smart Forecast) เช่น เตือนข่าวดอกเบี้ยปรับขึ้น และจัดการธุรกรรม หรือ action อื่นๆในบริการของเราแทนลูกค้าได้ทันที

โดยสรุปแล้ว รายงานฉบับนี้ของ SCBX ทำให้เห็นว่าเส้นทางสู่การเป็นองค์กร AI ไม่ใช่แค่เรื่องของการลงทุนซื้อเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ “ความเข้าอกเข้าใจ” ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

ดังนั้นโจทย์ของแบรนด์ในปี 2026 คือการสร้าง “Trust (ความไว้ใจ) + Ease (ความง่าย)” เข้าด้วยกันเพราะถ้าลูกค้า “ไม่ไว้ใจ” ก็จะไม่เริ่มใช้และถ้าลูกค้า “ใช้แล้วยาก” ก็จะไม่อยู่ต่อเช่นกัน

อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://www.scbx.com/th/scbx-exclusive/thai-consumer-ai-adoption/