จากตำนานครีเอทีฟโลก “Just Do It” สู่ “LifeWear”: กับ 4 บทเรียน ปรัชญาเปลี่ยนโลกจาก John C. Jay ที่ Uniqlo ใช้ปั้นแบรนด์ให้ยั่งยืนในเวทีโลก


เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่หาได้ยากสำหรับ Marketing Oops! กับการได้นั่งพูดคุยกับ จอห์น ซี. เจย์ ประธานฝ่ายสร้างสรรค์ระดับโลกของ Fast Retailing หรือ Uniqlo (John C. Jay, President of Global Creative Uniqlo, Fast Retailing)

“จงอย่าขโมยวัฒนธรรม
แต่จงเป็นผู้สนับสนุนและมอบสิ่งดี ๆ กลับคืนสู่สังคม”

นี่คือปรัชญาที่ John C. Jay ยึดถือมาตลอดชีวิตการทำงาน และเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้นำความคิดสร้างสรรค์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ก่อนที่ชื่อของเขาจะมาปรากฏในตำแหน่ง President of Global Creative ให้กับ Fast Retailing นั้น John Jay คือ “ครูใหญ่” แห่งวงการโฆษณา ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

John C. Jay เคยดำรงตำแหน่ง Global Creative Director และเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์ของ Wieden+Kennedy (W+K) เอเจนซีระดับโลกที่อยู่เบื้องหลังแคมเปญสร้างตำนานอย่าง ‘Just Do It’ ของ Nike และผลงานพลิกโลกให้กับ Microsoft และ Coca-Cola    John Jay ไม่ได้มองงานสร้างสรรค์แค่การขายของ แต่เขาคือ “นักวัฒนธรรม” ผู้เชื่อในการตามหา “ความจริง” (Authenticity) และการเข้าใจแก่นแท้ของมนุษย์ เพื่อใช้มันสร้างความผูกพันที่ยั่งยืนกับผู้บริโภค

เมื่อเขาตัดสินใจมารับบทบาทด้านครีเอทีฟทั้งหมดของ Uniqlo อย่างเป็นทางการในปี 2014 จึงไม่ใช่แค่การจ้างนักการตลาด แต่คือการดึง “นักสร้างแบรนด์” ที่มีวิสัยทัศน์เฉียบคมมาตอกย้ำปรัชญา LifeWear ของบริษัท ซึ่งคือการสร้างเสื้อผ้าคุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อ “ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตผู้คน” ให้ดีขึ้น  ซึ่งการเดินทางของ John Jay กับ Uniqlo ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเขานำทีม W+K สร้างปรากฏการณ์ UNIQLO Fleece ในญี่ปุ่นเมื่อปี 1999 มาแล้ว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง

ณธิดา รัฐธนาวุฒิ ผู้ก่อตั้ง Marketing Oops! เป็นสื่อจากไทยเพียงรายเดียวและร่วมกับสื่อต่างประเทศอื่นๆ ที่ได้พูดคุย ในห้องทำงานของ John Jay ที่สำนักงานใหญ่ของ Uniqlo นิวยอร์ก   และถึงแม้ John Jay จะมีเวลาให้เราไม่มากนัก แต่เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งนักการตลาด, นักสร้างสรรค์, นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ และนักสร้างแบรนด์ทุกคน ที่จะเรียนรู้ถึงปรัชญาเบื้องหลังความสำเร็จที่ยั่งยืนของแบรนด์ Uniqlo

ohn C. Jay, President of Global Creative Uniqlo, Fast Retailing, Uniqlo
John C. Jay, President of Global Creative Uniqlo, Fast Retailing, Uniqlo

“ลืม..เพื่อเรียนรู้ใหม่”

บทเรียนแรกที่ John Jay ย้ำเตือนและน่าจะสะท้อนใจครีเอทีฟจากโลกตะวันตกมากที่สุดคือ ความคิดที่คิดว่าตัวเอง “รู้ไปหมด” เขายอมรับว่าการก้าวเข้ามาทำงานในวัฒนธรรมองค์กรที่มีรากฐานแบบญี่ปุ่นนั้น คือ “การเรียนรู้ที่จะลืมในสิ่งที่คุณคิดว่าคุณรู้” และ “เริ่มต้นเรียนรู้อีกครั้ง” ซึ่งก็เหมือนการพาตัวเองออกจากตัวเอง ไปอยู่ใน “สถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย” หรือออกจากการทำงานแบบ “ไซโล” เพื่อออกไปทำความเข้าใจความคิดของผู้คนอย่างแท้จริง สำหรับนักการตลาดและครีเอทีฟ นั่นหมายถึง การยอมรับว่าสิ่งที่เคยรู้หรือสำเร็จในอดีตอาจใช้ไม่ได้กับบริบทใหม่ๆ และความถ่อมตนในการเปิดรับการเรียนรู้คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ที่แท้จริง

 

จาก “ผลิตภัณฑ์” สู่ “วิถีชีวิต”

คุณค่าที่ John Jay นำมาสู่ Uniqlo อย่างชัดเจน คือ การนิยามปรัชญา “LifeWear” ให้เป็นมากกว่าแค่คำโฆษณา เขาเล่าว่าก่อนหน้านี้ Uniqlo เป็นที่รู้จักจาก “เสื้อผ้าลำลองที่มีความเป็นแฟชั่นเล็กน้อย” ซึ่งเป็นคำจำกัดความที่ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรเลย

John Jay เปลี่ยนมุมมองนี้ใหม่ว่า “ผลิตภัณฑ์ต้องมีชีวิต” มันต้องไม่ใช่แค่เสื้อผ้าที่จับต้องได้ แต่มันต้องมีความหมายในบริบททางสังคมและชีวิตของผู้คน   แม้ว่า Uniqlo จะขึ้นชื่อเรื่องความเรียบง่าย แต่ John Jay บอกว่า “ความเรียบง่ายคือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด” ดังนั้นภารกิจของแบรนด์คือการ “พัฒนาความเรียบง่ายให้ดีขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด” หรือที่เรียกว่า “Simple Made Better” สำหรับนักสร้างแบรนด์ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนโฟกัสจากคุณสมบัติของสินค้าไปสู่การสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรม

 

กรณีศึกษา KAWS: จาก “กระแส” สู่การ “สร้างชุมชนวัฒนธรรม”

John Jay พูดถึงเรื่องนี้ด้วยความภาคภูมิใจ และเชื่อว่าจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการร่วมมือกับศิลปินหรือครีเอเตอร์ Uniqlo ได้แต่งตั้ง KAWS ให้เป็น “ศิลปินประจำแบรนด์คนแรก (Artist in Residence)” ซึ่งเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ที่เหนือกว่าการทำคอลเลกชันแบบที่สร้างแค่กระแสชั่วคราว

John Jay อธิบายว่า บทบาทของ KAWS ไม่ได้จำกัดแค่การออกแบบเสื้อยืด UT อีกต่อไป แต่เขามีส่วนร่วมในมิติที่ลึกซึ้งขึ้น ทั้งการคัดสรรศิลปินรุ่นใหม่เพื่อร่วมงานกับ Uniqlo การขยายการออกแบบไปยังสินค้าหมวดหมู่ใหม่ๆ ของ LifeWear การจัดกิจกรรมศิลปะในสโตร์และร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์พันธมิตร และที่สำคัญที่สุดคือการ “สร้างชุมชนศิลปินระดับโลก” นี้แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ไม่ได้มองศิลปินเป็นแค่เครื่องมือทางการตลาด แต่เป็น “เสียง” ที่จะช่วยสร้างเรื่องราวของแบรนด์ในระยะยาว

John Jay เชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดของการร่วมงานกับ Uniqlo คือ การทำให้งานของศิลปินให้ได้ออกไปสู่สายตาของคนทั่วโลก เขามองว่านี่คือการสร้าง “เอกลักษณ์สร้างสรรค์ที่ยั่งยืน” และเป็นโมเดลสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างความผูกพันทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งกว่าแค่การขายสินค้า

 

บทสรุปสำหรับนักธุรกิจไทย: สร้างแบรนด์อย่างไรให้ยั่งยืนในเวทีโลก

30 นาทีที่ได้พูดคุยกับ John Jay เราได้แง่คิดสำคัญที่นักธุรกิจและผู้ประกอบการไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเติบโตในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

1. เปลี่ยนจาก “การทำธุรกิจ” เป็น “การสร้างวัฒนธรรม”

ในยุคที่สินค้าล้นตลาด การเป็นแค่ผู้ผลิตหรือผู้ค้าที่ดีไม่เพียงพออีกต่อไป John Jay สอนว่าทุกแบรนด์ต้องมี “จุดยืน” และ “ความหมาย” ของตัวเอง สำหรับแบรนด์ไทย นั่นหมายถึงการหาเอกลักษณ์ที่แท้จริงจากรากเหง้าของวัฒนธรรม และผสานมันเข้าไปในตัวสินค้า ไม่ใช่แค่การนำมาประดับตกแต่งเพื่อการตลาด แต่ต้องให้มัน “มีชีวิต” และ “มีความหมาย”

2. “ความเรียบง่ายที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”

หลายธุรกิจไทยเชื่อว่าการเติบโตต้องมาจากการสร้าง “ความหวือหวา” หรือ “กระแส” ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ Uniqlo พิสูจน์แล้วว่า การพัฒนา “ความเรียบง่าย” ในผลิตภัณฑ์หลักอย่างไม่หยุดยั้ง คือหนทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน แทนที่จะไล่ตามเทรนด์ที่เปลี่ยนไปไม่รู้จบ ลองกลับมาถามตัวเองว่า “เราจะทำให้ผลิตภัณฑ์หลักของเราดีขึ้นได้อย่างไร” การให้ความสำคัญกับ “งานฝีมือ” และรายละเอียดในผลิตภัณฑ์ จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์มีคุณค่าในสายตาผู้บริโภค

3. สร้าง “ชุมชน” แทนที่จะสร้าง “กระแส”

จากกรณีศึกษา KAWS เราได้เรียนรู้ว่าความร่วมมือที่ทรงพลังที่สุดไม่ได้มาจากดีลที่ทำขึ้นเพื่อกระแสระยะสั้น แต่มาจากการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับครีเอเตอร์และลูกค้าจนเกิดเป็น “ชุมชน” แบรนด์ไทยที่ต้องการไปไกลกว่าแค่ตลาดในประเทศ ควรเริ่มจากการหาพาร์ทเนอร์หรือครีเอเตอร์ที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน และร่วมกันสร้างเรื่องราวที่ไม่ได้จบลงแค่การขายสินค้า แต่เป็นการขับเคลื่อนคุณค่าบางอย่างในระยะยาว

 

Art for All: ปรัชญาที่ทำให้ Uniqlo เหนือกว่าคู่แข่ง

ในช่วงเวลาที่แบรนด์แฟชั่นต่างแย่งกันทำ Collaboration กับศิลปินดังเพื่อเพิ่มมูลค่า    แต่สำหรับ Uniqlo ภายใต้การนำของ John Jay ได้วางจุดยืนที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน พวกเขามองว่าการร่วมงานกับศิลปินไม่ใช่แค่กลยุทธ์การตลาด แต่เป็น “การเผยแพร่วัฒนธรรมให้เข้าถึงผู้คน” หรือที่ John Jay เรียกมันว่า “Art for All” ซึ่งเป็นส่วนขยายที่สำคัญของปรัชญา LifeWear

แนวคิดนี้ปรากฏชัดที่สุดผ่านเสื้อยืดไลน์ UT (Uniqlo T-shirt) ซึ่ง Jay ให้ความหมายว่าเป็น “ผืนผ้าใบที่เป็นประชาธิปไตย” (Democratic Canvas) โดยเน้นการสร้างความเชื่อใจและมอบพื้นที่อิสระให้กับศิลปินดังระดับโลก

KAWS x Uniqlo

John Jay ย้ำเสมอว่า การทำงานร่วมกับศิลปินจะต้องเริ่มต้นจาก “ความจริงใจ” และ “ความเข้าใจในที่มา” ของผลงาน ไม่ใช่แค่การนำภาพมาแปะเพื่อสร้างกระแส แต่คือการ “ปกป้องคุณค่าและหลักการของศิลปิน” ผ่านการมอบเวลาและโอกาสให้พวกเขาได้สร้างสรรค์อย่างเต็มที่ แก่นแท้คือการใช้เสื้อยืดเป็นสื่อกลางเพื่อ ลดกำแพง ระหว่างศิลปะชั้นสูง (High Art) กับผู้คนทั่วไป (Mass Market) ทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของ “งานศิลปะที่สวมใส่ได้” ในราคาที่เข้าถึงง่าย (Accessibility) การทำเช่นนี้ทำให้ Uniqlo ก้าวข้ามสถานะของแบรนด์เสื้อผ้าธรรมดาไปสู่การเป็น “ผู้สนับสนุนวัฒนธรรม” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในโลกแฟชั่นและศิลปะได้อย่างแท้จริง

การได้ฟัง John Jay โดยตรง ทำให้ Marketing Oops! ได้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าความสำเร็จของ Uniqlo ไม่ได้เกิดขึ้นจากแคมเปญโฆษณาที่หวือหวาเพียงอย่างเดียว แต่มาจากปรัชญาการสร้างสรรค์ที่ลึกซึ้ง, การให้คุณค่ากับงานฝีมือ, และการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนทั้งกับผู้คน, ศิลปิน, และวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วโลก นี่คือแก่นแท้ที่นักการตลาดและนักสร้างสรรค์ทุกคนควรนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างแบรนด์ที่ไม่ได้เป็นแค่ “แบรนด์” แต่เป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิต” อย่างแท้จริง

 

Marketing Oops! ขอขอบคุณทาง ยูนิโคล่ ที่ให้เกียรติเชิญเราเป็นสื่อการตลาดเดียวที่ได้ร่วมงานสุด Exclusive ที่มหานครนิวยอร์คในครั้งนี้

 

เขียนโดย ณธิดา รัฐธนาวุฒิ
ผู้ก่อตั้ง MarketingOops.com กับประสบการณ์การทำงานในแวดวง Digital มากกว่า 18 ปี ในธุรกิจคอนเทนท์ ธุรกิจออนไลน์ และการตลาดดิจิทัล

อ่านบทความ Exclusive Insider เพิ่มเติมได้ที่นี่

บทความ Exclusive นี้เผยแพร่บน Marketing Oops! เป็นที่แรกที่เดียว

Copyright© MarketingOops.com

 


Tukko Nathida
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ MarketingOops.com กับความตั้งใจในการนำเสนอเนื้อหาที่ทันเหตุการณ์ และเกิดประโยชน์ ให้สามารถนำเนื้อหาความรู้ และ Insight ไปต่อยอดกับอนาคตของธุรกิจ และการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ เทคโนโลยี ครีเอทีฟ การตลาด โฆษณา และสตาร์ทอัพ