มาใช้ Behavioral Science กับการสร้าง Journey Maps ให้มีประสิทธิภาพกัน


 

การเปลี่ยนคนทั่วไป ให้กลายมาเป็นคนที่สนใจ เปลี่ยนคนที่สนใจให้กลายมาเป็นผู้ซื้อ และเปลี่ยนผู้ซื้อให้มาเป็นแฟนนั้น มีกระบวนการมากมายที่เกิดขึ้นในระหว่างทางเดินของการเปลี่ยนจากคนที่สนใจ กลายมาเป็นแฟนของแบรนด์ โดยเฉพาะการวางประสบการณ์ของแบรนด์เหล่านี้ว่าจะเกิดประสบการณ์อย่างไรบ้างกับกลุ่มเป้าหมาย และเพื่อที่จะให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นในกระบวนการนี้ จำเป็นต้องทำการสร้าง Customer Journey Maps เพื่อทำให้เข้าใจว่า กระบวนการสร้างประสบการณ์จะอยู่ตรงไหนบ้าง จะเกิดกิจกรรมอะไรขึ้นบ้าง

ในการทำ Customer Journey Maps นั้นต้องมีการศึกษาผู้บริโภคอย่างจริงจังว่า มีการใช้งาน หรือจะมาเจอแบรนด์ได้อย่างไร จะมีประสบการณ์ในระหว่างทางอย่างไร และสุดท้ายและผู้บริโภคนั้นนึกคิดอย่างไรกับแบรนด์ ซึ่งในการที่จะสร้างประสบการณ์ให้ได้ดีนั้น การเข้าใจจิตวิทยาและพฤติกรรมของผู้บริโภคมีส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะการที่สามารถเข้าใจได้ว่า ผู้บริโภคมีความรู้สึก นึกคิด และกำลังจะตัดสินใจอย่างไร มีส่วนช่วยในการสร้างเส้นทางที่จะโน้มน้าวให้คนกลายมาเป็นลูกค้าได้ง่ายมากขึ้น พร้อมทั้งยังทำให้คนที่ทำงานได้เห็น Insight ของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างดี ว่ามีพฤติกรรมต่าง ๆ เพราะอะไร

 

 

เราสามารถใช้หลักการจิตวิทยาและพฤติกรรมนี้ในการสร้าง Customer Journey Maps ขึ้นมาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยวิธี 3 แบบนี้คือ

1. ใช้ Emotional Psychology ในการจับ Emotional Journey เพื่อหาโมเมนท์ที่จะสร้างความประทับใจของแบรนด์ขึ้นมา เช่นด้วยการใช้ Peak-end Rule ที่บ่งชี้ว่า คนจะจดจำอะไรได้ดีที่สุดและตัดสินว่าประสบการณ์นั้นดีหรือไม่ดี เกิดขึ้นใน 2 ช่วงเวลาคือ ช่วงที่อารมณ์ขึ้นสู่จุดสูงสุด และ ช่วงเวลาจบการเดินทางนั้น ๆ ซึ่งถ้าแบรนด์สามารถหาให้ได้ว่า ช่วงเวลาเหล่านั้นคืออะไรและคนส่วนใหญ่มีช่วงเวลาในแบบนี้ใกล้เคียงกันไหม นั้นสามารถทำให้แบรนด์สามารถสร้าง Journey ของช่วงเวลาที่จะเกิดอารมณ์ ความรู้สึกต่อแบรนด์ต่าง ๆ ขึ้นมาได้ ทำให้รู้ว่าจะต้องลงทุนที่จุดไหน เพื่อสร้างความทรงจำที่ดีตลอดไป

2. ใช้เพื่อกำหนดการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการใส่ Psychology และ Target Behavior ลงไป จะทำให้นักการตลาดนั้นสามารถสังเกตเห็นถึงจุดที่จะกลายเป็นอุปสรรค และทำให้สามารถกำหนดวิธีแก้ไขได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะด้วยการใส่ Psychology และ Target Behavior ลงไปใน Customer Journey Maps จะทำให้มองเห็นบริบทต่าง ๆ ได้หมดว่าจะเกิดอะไรขึ้น เช่น กำหนดว่าอะไรคืออุปสรรคในพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ หลักการที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายได้พฤติกรรมที่ต้องการ และ โอกาสในทางบวกที่จะทำให้เกิดขึ้นได้

3. ทำให้เห็นภาพรวมได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น และใช้เพื่อการสร้างการกระตุ้นพฤติกรรมที่ต้องการออกมา สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Customer Journey Maps เป็นที่นิยมใช้งานคือ การทำให้นักการตลาดเห็นว่า กลุ่มเป้าหมายนั้นมี Touchpoint ทั้งหมดอย่างไรบ้าง ทำให้เราได้เห็นภาพรวมของ Customer Journey Experience ขึ้นมา ซึ่งในภาพรวมนี้ เราสามารถเห็นได้ว่า จะต้องเตรียมผู้บริโภคอย่างไร เพื่อทำให้เกิดการกระตุ้นพฤติกรรมที่ต้องการออกมาได้ หรือจะต้องใช้วิธีการไหนเพื่อที่จะให้เดินทางไปยังเส้นทางที่ต้องการให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการที่จะให้เกิดขึ้นมาได้

จากการศึกษาของบริษัท Consultancy NNGroup  ได้สอบถามไปยังนักการตลาดที่ทำ Customer Journey Maps ว่ามีผลต่อการทำงานอย่างไร

71% บอกผู้บริโภคมีความพึงพอใจเพิ่มมากขึ้น

53% บอกผู้บริโภคมีความจำกับแบรนด์ดีขึ้น

48% บอกเสียงผู้บริโภคตำหนิลดลง

ด้วยการที่ Customer Journey Maps เป็นเครื่องมือที่พิสูจน์แล้วว่าจริง และใช้งานง่าย ทำให้คนเห็นภาพรวมได้ดี และเข้าใจตรงกัน การใส่ Behavioral Science ลง ยิ่งทำให้เข้าใจวิธีคิด ความรู้สึก จิตยิทยาของกลุ่มเป้าหมายใน Customer Journey Maps  ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

 


Molek
Head of Strategic Marketing ใน Integrated Service Agency ที่หนึ่ง ผู้หลงใหลในหลาย ๆ ที่มีความอยากรู้และเรียนรู้ในเรื่อง Startup, นวัตกรรม, การตลาด จากมุมมองหลาย ๆ ด้านและวัฒนธรรมของแบรนด์ต่าง ๆ