Podcast – EP.17 “การตลาดแบบผ่อนคลายสไตล์ไทยๆ”


MarTech EP.17 “การตลาดแบบผ่อนคลายสไตล์ไทยๆ”

วันนี้เราจะมาคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของ “ความเครียด” แต่จะเป็นการคุยกันแบบไม่เครียด ผ่านหัวข้อ “การตลาดแบบผ่อนคลายสไตล์ไทยๆ” ซึ่งต้องบอกว่าในปี 2020 เป็นปีที่หนักจริงๆ หนักมากทุกฝ่าย ทั้งประเทศเราประเทศเพื่อนบ้าน คนกรุงเทพฯ คนต่างจังหวัดโดนกันหมดจริงๆ ซึ่งความเครียดและความกังวลนั้นแบ่งได้เป็นสองพาร์ท ได้แก่ ความกังวลหรือความเครียดที่มาจากสถานการณ์ปัจจุบัน และความกังวลที่เกิดจากความไม่แน่นอนของวันพรุ่งนี้หรืออนาคต

ดังนั้น MarketingOops! MarTech Consumer Insight  EP.17 จึงชวนมาฟัง Insight ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “การตลาดของการผ่อนคลาย” ในยุคที่ทุกคนมีความเครียดและความกังวล ทั้งในเรื่องหน้าที่การงาน สภาวะเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งต้องยอมรับว่าความเครียดของคนในอดีตกับปัจจุบันนั้นแตกต่างกันมาก แล้วแบรนด์จะเข้าไปมีส่วนได้อย่างไร ใช้จังหวะไหนในการสื่อสาร ลองมาติดตามกัน

 

ก่อนที่จะไปถึงสิ่งที่แบรนด์ทำได้ ต้องบอกที่มาของความเครียดก่อนว่าสามารถแบ่งออกเป็นสองก้อนใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่ “สถานการณ์ปัจจุบัน” และ “ความไม่แน่นอนของวันพรุ่งนี้”

Nowness สถานการณ์ปัจจุบัน

Nowness ความเครียดความกังวลที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ในปัจจุบัน มองได้หลายแง่มุมมาก ทั้งเรื่องสังคม การเมือง เศรษฐกิจ เรื่องรอบๆ ตัวในภาพใหญ่ หรือแม้แต่เรื่องการเงินการงาน ที่เริ่มสโคปลงมาที่ตัวเราเองก็มีความเครียดเหมือนกัน เพราะมีความไม่แน่นอนสูงมาก หรือเรื่องความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับคนรอบตัว และเมื่อการใช้ชีวิตมันเปลี่ยนไปความสัมพันธ์ก็มีการเปลี่ยนแปลง การติดต่อสื่อสารการไปมาหาสู่กันก็เริ่มไม่เหมือนเดิม และในช่วงเร็วๆ นี้ก็ยังมีอีกหนึ่งความกลัวคือ “ความกลัวที่จะไม่รู้” เพราะทุกวันนี้ความรู้เป็นอะไรที่ A Must เราต้องตื่นเช้าขึ้นมาเพื่ออัปเดทข่าว อัปเดทสิ่งที่มันเกิดขึ้นในทุกๆ วัน การไม่รู้เหมือนว่ามันทำให้เราช้าไปกว่าคนอื่นไปสเต็ปหนึ่ง เวลาที่คนอื่นเขาคุยกันแล้วเราตามไม่ทัน คนที่ตามไม่มันจะเกิดความเครียด หรือที่เรียกว่า “จิตตก” เหมือนกับว่าในเมื่อเรามีทุกอย่างเท่ากันแต่ทำไมเราตามเขาไม่ทัน อันนี้ก็ทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน

 

Uncertainty ความไม่แน่นอน

แล้วหากเป็นเรื่องของ Uncertainty อันนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ความกังวลล่วงหน้า” ว่าความเป็นอยู่ในชีวิตเราจะเป็นอย่างไร เครียดเรื่องการเงินแล้วและพรุ่งนี้งานฉันจะเป็นอย่างไร จะมีอะไรกินไหม จะมีอาชีพอยู่ไหม พรุ่งนี้จะมีความสุขเหมือนวันนี้ไหม งานจะทำง่ายเหมือนวันนี้อยู่หรือเปล่า เป็นอะไรที่ไม่สามารถบอกได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ มันเป็นสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงมาก

 

ความเครียดในอดีตแตกต่างกับในปัจจุบัน

ดังนั้น เราจะเห็นแล้วว่าสิ่งที่นำมาซึ่งความเครียดในปัจจุบันมันมีเยอะมากแตกต่างจากในสมัยก่อน เพราะคนไทยสมัยก่อนเป็นสังคมการเกษตร เพราะฉะนั้นความเครียดของคนเราจะเครียดในเรื่องอนาคตมากกว่า เช่น ตอนนี้เราทำไร่ทำนาอยู่ ความเครียดก็คือพรุ่งนี้ฝนจะตกหรือเปล่า ต้นไม้จะตายไหม นั่นคือสิ่งที่คนไทยสมัยก่อนโฟกัสอยู่ เพราะเขาเครียดในเรื่อง Uncertainty ในอนาคต จึงต้องหาเรื่องที่จะสร้างความสุขในปัจจุบัน เราจะเห็นสิ่งที่น่าจะเห็นอยู่ในสายเลือดของคนไทยเลย คือคนไทยชอบความบันเทิง เพราะความบันเทิงคือ Nowness มันทำให้เราไม่เครียดเรื่องอนาคต แล้วยังชอบเล่นการพนัน หรือว่าแทงหวย เหล่านี้ทำให้เรามีความสุขในวันนี้และให้ความหวังในวันพรุ่งนี้ด้วย ในอดีตเป็นอย่างนั้น

แต่ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกัน เพราะว่าปัจจุบันเราเหมือนเป็นมนุษย์ที่รับข่าวสาร มันเปิดกว้างตลอดเวลาเพราะว่ามันมีเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาด้วย ทุกคนมีมือถือ ม อินเตอร์เน็ตเข้าถึงทุกคนหมด เพราะฉะนั้นข่าวสารจะเข้ามาทุกมุมทุกทาง ทุกเวลา เมื่อข่าวสารเข้ามาเยอะ จินตนาการก็เริ่มเยอะ มันเริ่มไม่โฟกัสกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว ยกตัวอย่างเช่น วันนี้เราอาจจะตั้งใจมาทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่อาจจะมีข่าวก็อสซิปในกลุ่มเพื่อนในไลน์ก็ตาม ทำให้จิตเราฟุ้งซ่านได้ง่ายมากเลย เช่น คนติดโรค งานที่ลอาจจะไม่ได้ มันทำให้เป็นสาเหตุของความเครียดที่เกิดขึ้นได้ง่ายมาก หรือพูดง่ายๆ ว่า เราไปเครียดในสิ่งที่เราไม่ควรจะเครียด หรือเราไปเครียดในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องของเรา ก็ทำให้เรายิ่งเครียดมากขึ้น

 

โอกาสของ “แบรนด์ – นักการตลาด”

อย่างไรก็ตาม เรื่องของความเครียดก็เป็นโอกาสให้กับนักการตลาดและแบรนด์ได้ด้วย พอคนเครียดคนต้องทำอะไร ก็อาจจะต้องหาที่ระบายความเครียด หาทางปลดปล่อย ซึ่งหลักของการปลดปล่อยของคนก็คือ “การใช้จ่าย” การใช้เงินก็เหมือนเป็นวิธีในการปล่อยความเครียดออกไป เอาไปใช้ซื้อเอาใช้เที่ยวเอาไปใช้อะไรก็ได้ที่เราอยากกิน อย่างที่เราเห็นเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา กระแสการเที่ยวต่างประเทศ หรือการช้อปปิ้งของเมืองไทย ค่อนข้างจะเป็นตัวแทนของการปลดปล่อยความเครียดเลย แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่สามารถเที่ยวต่างประเทศได้ เรียกว่าคนไม่สามารถใช้เงินได้ในแบบเดิมๆ ก็เลยต้องมาดูกันว่าวิธีในการปลดปล่อยความเครียดของคนในปัจจุบันมันปลดปล่อยได้ด้วยวิธีไหน

ทั้งนี้ คนไม่สามารถใช้เงินได้ในแบบเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไม่มีเงิน คือคนมีเงินและพร้อมจะใช้ แต่ว่าหาที่ใช้ยังไม่ได้ 100% เทียบเท่าเมื่อก่อน เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศไม่ได้ ไปเที่ยวในประเทศบางทีก็จำกัด ทุกอย่างไม่เต็มที่เท่าเมื่อก่อน

 

การใช้จ่ายเงิน: ช่วยคลายเครียดได้วิธีหนึ่ง

อย่างช่วงที่ WFH ของโควิด-19 ในช่วงแรก เราเห็นชัดมากในเรื่องของการซื้อของออนไลน์ ซื้อกันได้อย่างบ้าคลั่งเลยทีเดียว ตรงนี้มันบอกอะไร มันบอกว่าในตอนที่ทุกคนทำอะไรไม่ได้แล้ว ในเรื่องการสเปนเงินก็ยังเป็นวิธีที่คลายเครียดได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการที่ซื้อของจุกจิกแค่ไหน การที่ได้ซื้อของเข้ามาในบ้าน ก็ถือว่าฟินแล้วในระดับหนึ่ง

ทีนี้สำหรับแบรนด์ที่เป็นโปรดักส์ เราจะทำอย่างไรให้คนใช้แบรนด์เป็นตัวคลายเครียดได้ บางแบรนด์ที่เป็นเซอร์วิสจะมีเซอร์วิสอะไรไหมที่สามารถทำให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการแล้วมีความรู้สึกผ่อนคลายและลดจากสถานการณ์ตึงเครียดได้ หรือว่าแบรนด์ที่รู้ตัวเองอยู่แล้วว่าแบรนด์ตัวเองเป็นใคร ก็ต้องพาตัวเองเข้าไปให้ลูกค้าเห็นให้ได้ พูดภาษาโฆษณาก็คือใช้เสิร์ชหรือเปล่า หรือหาวิธีอย่างไหนก็ได้ที่ทำให้รู้ว่าคนมี availability ตรงนี้อยู่ เพราะว่าถ้าคนรู้ในขณะที่เขาไม่สามารถหารูปแบบในการแบบเดียวกันได้เขาก็จะมาหาเรา

 

ความท้ายทายของการทำคอนเทนต์ให้โดนใจ ในช่วงเวลาที่คนพร้อมเวลาพร้อม

ตอนนี้เรียกได้ว่าแทบทุกคนเสิร์ชเป็นหมดแล้ว พอคนเสิร์ชปุ๊ปเราก็ยังมีอีกกลยุทธ์หนึ่งที่เรียกว่า Retargetingที่จะเข้าไปหาคนที่มองหาอะไรสักอย่างอยู่ เราอาจจะออฟเฟอร์สิ่งที่คล้ายๆ กัน หรือสิ่งที่มีโปรโมชั่น หรือว่ามีอะไรที่มีวาลูสำหรับเขามากขึ้นเพื่อดึงดูดใจเขาได้ ซึ่งการ Retargeting ของพวกแบรนด์ ถ้าใช้ให้ถูกที่ในจังหวะนี้มันจะเป็นประโยชน์มากเลยเพราะว่าคนค่อนข้างเปิดใจรับกับสิ่งที่มันผ่านมาทางอินเตอร์เน็ตหรืออฟเฟอร์จากสื่อออนไลน์ต่างๆ มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน

นอกจากนี้ เราอยากยกตัวอย่างให้เห็นว่าทำไมคนถึงเปิดใจให้กับสิ่งใหม่ๆ เนื่องจากว่าคนไม่สามารถที่จะสเปนเงินให้กับสิ่งเก่าๆ หรือว่ากับสิ่งเดิมๆ ได้ ซึ่งเราจะเห็นฮ้อบบี้ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ที่เห็นเป็นเทรนด์เลยในช่วงนี้ เช่น ฮ้อบบี้เรื่องของการปลูกต้นไม้ ทำอาหาร งานหัตถกรรม หรือการเรียนเพิ่มเติม Skill เสริมนอกเหนือจากการทำงาน ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีความต้องการทั้งในเรื่องของโปรดักส์และเรื่องของเซอร์วิส หรือว่าเอนเตอร์เทนเมนต์ต่างๆ ก็อย่างพี่นิวมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีความสนใจเรื่องต้นไม้มากขึ้นตามกระแส ตอนนี้เราเห็นได้ชัดอีกอย่างหนึ่งนะว่า คนมีการเข้าถึงคอนเทนต์ได้เยอะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสื่อดิจิทัลหรือว่าสื่อทีวี เพราะมีเรื่องการสเปนเวลาอยู่บ้นมากขึ้น ทำให้คนมีพฤติกรรมในการรับข้อมูลได้มากขึ้นเยอะขึ้น และมีความหิวในการเสพข้อมูลเยอะขึ้น และคอนเทนต์หรือข้อมูลเองก็มีเยอะมากด้วย

ดังนั้น เป็นความท้าทายของแบรนด์หรือนักการตลาดเลยว่า เราจะทำคอนเทนต์ของเราขึ้นมาอย่างไรที่จะทำให้สามารถเข้าถึงจิตใจคนได้แล้วก็ทำให้คนมาดู เพราะในขณะที่มีสิ่งนี้เยอะแยะเต็มไปหมด เราจะเมคชัวร์ได้ไงว่าให้คนมาสนใจของเรา อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายจริงๆ ที่เราอยากโฟกัส

 

สรุป

จากตรงนี้ทั้งหมด สรุปคือ การตลาดการผ่อนคลายแบบไทยๆ มันเริ่มมาจากอะไร มันคือเริ่มมาจากความเครียดสองเรื่อง คือเรื่องของสถานการณ์ปัจจุบันและก็ความกังวลในเรื่องของอนาคต เราไปแสดงให้เห็นด้วยว่าจริงๆ แล้ว คนไทยในปัจจุบันต่างจากคนไทยในอดีตอย่างไร ทำไมคนไทยในอดีตถึงมีความกังวลหรือมีความเครียดมากขึ้น จากความเครียดตรงนี้แล้ว เราสรุปง่ายๆ ว่า สื่อที่มันมีเยอะแยะมากมาย และอินเตอร์เน็ตที่ทำให้เราเห็นภาพอะไรเต็มไปหมดทำให้เกิดความฟุ้งซ่านไปเอง และจากตรงนั้นเราก็มาแตกออกว่า ก่อนโควิด-19 เราก็มีการปลดปล่อยได้หลายวิธี แต่พอหลังโควิด-19 การปลดปล่อยแบบเดิมๆ บางทีมันอาจจะไม่ availability คนไทยก็ต้องหาวิธีใหม่ๆ เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นโอกาสสำหรับนักการตลาด เพราะว่าในขณะที่ของมันยังไม่ availability แล้วเราจะต้องทำอย่างไรให้คนเห็นเราได้มากที่สุด รู้จักเราได้มากที่สุด ก็จะทำให้กินใจคนซื้อได้

 

สามารถติดตามรับฟัง Marketing Oops! Podcast
ผ่านทางช่องทางต่างๆ ได้ที่

Google Podcasts


Neil Pan
ณีว มาวิจักขณ์ ผู้บริหารแผนกพัฒนาและการตลาด กรุ๊ปเอ็ม ประเทศไทย นักวางแผนกลยุทธการสื่อสาร นักเดินทาง มีความหลงใหลในศิลปะการเก็บภาพโมเม้นท์ผ่านมือถือพอๆ กับการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค, แพน จรุงธนาภิบาล รองผู้อำนวยการ แผนกพัฒนาและการตลาด กรุ๊ปเอ็ม ประเทศไทย นักศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค นักการตลาด และผู้ชื่นชอบการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ